Best of Europe

ก่อนการจุติของ 2 สุดยอดนักเตะแห่งยุค เมสซี่ กับ โรนัลโด้ หากถามว่าใครคือสุดยอดนักเตะตั้งแต่ฟุตบอลได้ถือกำเนิดขึ้นในโลกใบนี้ เปเล่ กับ มาราโดน่า คงเป็นสองชื่อแรกที่ผู้คนส่วนมากกล่าวถึง

ผลโพลส่วนใหญ่ เปเล่มักมาเป็นอันดับ 1 เสมอ จากผลงานพาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์โลกได้ถึง 3 สมัย ส่วนฝั่งที่ค้าน มักให้เหตุผลว่า ทีมชาติบราซิลยุคนั้น นอกจากเปเล่แล้ว ยังมีนักเตะระดับโลกอีกมากมาย ทีมชาติอื่นไม่สามารถต่อกรได้เลย ผลงาน 18 ปีกับสโมสรซานโต้สของเปเล่ ทีมคว้าแชมป์ได้เพียง 6 ครั้งเท่านั้น และเปเล่ก็ไม่เคยไปพิสูจน์ฝีเท้าในลีกอื่นอีกด้วย

มาราโดน่า นักเตะที่ว่ากันว่าพรสวรรค์สูงที่สุดของโลกฟุตบอล ลงสนามในฐานะนักเตะอาชีพตั้งแต่อายุยังไม่ครบ 16 ปี เสกนาโปลีจากทีมหนีตกชั้นคว้าแชมป์ซีรี่ย์อา พาอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์โลก โดยที่องค์ประกอบทีมนั้นถือว่าเป็นรองคู่แข่งอยู่มาก จุดด่างพร้อยอันใหญ่หลวงของมาราโดน่าคือ ยาเสพติด เขาโดนแบน 15 เดือนจากการใช้โคเคน และในฟุตบอลโลกปี 1994 เขายังตรวจสารกระตุ้นไม่ผ่านอีกต่างหาก

ในแง่ของความสำเร็จของนักฟุตบอล แน่นอนว่าต้องเป็นเปเล่  แต่ถ้าเรามองคำว่า “เก่ง” นั้นหมายถึงความสามารถ มาราโดน่าอาจจะดูเหนือกว่าอยู่เล็กน้อย ด้วยความที่บราซิล และอาเจนติน่า เป็นคู่แข่งกันทั้งในระดับทวีป และในระดับโลก แฟนบอลทั้งสองฝั่งจึงไม่มีใครยอมใคร

แต่หากจะถามถึงสุดยอดนักเตะตลอดกาลของทางฝั่งยุโรป แน่นอนว่าชื่อแนกนั้นต้องเป็น “โยฮัน ครัฟฟ์” 

Preview(opens in a new tab)

ครัฟฟ์ หรือที่ชาวไทยเรียกกันในนาม นักเตะเทวดานั้น พึ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 4 ปีก่อนตอนเขาอายุได้ 68 ปี สาเหตุมาจากโรคมะเร็งที่ปอด ก่อนจะลุกลามไปทั่วร่าง

ครัฟฟ์นั้นถือเป็นบุคคลากรที่ทรงคุณค่าแห่งวงการฟุตบอลที่แท้จริง นอกจากผลงานในฐานะนักเตะและโค้ชแล้ว การวางรากฐานของศูนย์ฝึกเยาวชนก็เป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ช่วงที่ครัฟฟ์เป็นโค้ชอยู่ที่อาแจซ์และบาเซโลน่า เขาทำให้ทั้งสองสโมสรมีศูนย์ฝึกเยาวชนที่ดีที่สุดในโลกตราบจนทุกวันนี้

Photo : The New Yorker

ครัฟฟ์มีชื่อเต็มว่า Hendrik Johannes Cruijff หรือชื่อตามสากลคือ Johan Cruyff ครอบครัวของเขานั้นเป็นชนชั้นแรงงานอาศัยอยู่ใกล้ๆกับสนามของอาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมดังของประเทศ

อายุได้ 9 ขวบ ครัฟฟ์ก็ต้องสูญเสียพ่อของเขาไปด้วยสาเหตุเหตุมาจากโรคหัวใจ หลังจากนั้นแม่ของเขาก็ย้ายมาทำงานดูแลความสะอาดของสโมสรอาแจกซ์ ก่อนที่จะแต่งงานใหม่กับเจ้าหน้าที่ดูแลสนาม และนั่นก็เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในเส้นทางการค้าแข้งของครัฟฟ์

อายุได้ 10 ขวบ ยานี่ วานเดอวีน โค้ชทีมเยาวชนของอาแจกซ์รับครัฟฟ์เข้าสู่ทีมเยาวชน โดยไม่ต้องผ่านการคัดตัวเหมือนเด็กคนอื่น เหตุผลอาจเป็นเพราะทั้งแม่และพ่อเลี้ยงของครัฟฟ์นั้นทำงานอยู่ที่สโมสร แต่ความเป็นจริงอีกอย่างก็คือ ครัฟฟ์นั้นมีฝีเท้าที่ดีเกินกว่าเด็ก 10 ขวบไปไกลมากทีเดียว

อายุได้ 17 ปี ฤดูกาล 1964/1965 ครัฟฟ์ประเดิมสนามให้ทีมอาแจกซ์ครั้งแรก แม้ทีมจะพ่ายแพ้ แต่เขาก็สามารถยิงประตูได้ และเริ่มได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ฤดูกาล 1965/1966 ครัฟฟ์จะยึดตัวจริงของทีมชุดใหญ่ พาทีมคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จในวัยเพียง 18 ปี ก่อนที่จะได้ลงตัวจริงทีมชาติชุดใหญ่หลังจบฤดูกาล

ครัฟฟ์อยู่กับทีม 9 ฤดูกาล พาทีมคว้าแชมป์ลีก 6 สมัย แชมป์ลีกคัพ 4 สมัย แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ 3 สมัยติดช่วงปี 1971-1973 รางวัลเกียรติยศส่วนตัวอีกมากมาย

ในสมัยก่อน ผู้เล่นแต่ละคนนั้นไม่มีเบอร์ประจำตัว แล้วแต่ว่าจะได้ลงหรือไม่ แล้วลงตำแหน่งอะไร โดยตัวจริงจะใส่เบอร์ 1-11 เรียงตามตำแหน่ง ตัวสำรองก็เริ่มที่ 12 เป็นต้นไป บางนัดใส่เบอร์ 8 นัดต่อมาอาจใส่เบอร์ 10 ก็ได้ เบอร์ที่ครัฟฟ์ได้ใส่ค่อนข้างบ่อยคือเบอร์ 9

ในปี 1970 ก่อนเกมกับพีเอสวี คู่ปรับตลอดกาลของสโมสร เกอรี่ มูห์เรน เพื่อนร่วมทีมของครัฟฟ์หาเสื้อแข่งเบอร์ 7 ของตัวเองไม่เอง ครัฟฟ์จึงเอาเสื้อเบอร์ 9 ของตัวเขาเองให้มูห์เรนไป แล้วสุ่มหยิบเสื้อสำรองมาจากตะกร้า ครัฟฟ์หยิบได้เบอร์ 14 แล้วใส่ลงสนามในฐานะตัวจริง จบเกมอาแจกซ์เอาชนะไปได้ 1-0 หลังจากนั้น ครัฟฟ์เลือกที่จะใส่เบอร์ 14 ทุกครั้งที่ทำได้

ครัฟฟ์ช่วงที่พึ่งขึ้นทีมมาใหม่ๆนั้นมีชื่อเล่นว่า โจปี้ คล้องเสียงกับชื่อโยฮันของเขา ก่อนที่จะได้ฉายาว่า ศาสดาแห่งโบเดนดอร์ฟ(ชื่อเมืองที่ครัฟฟ์นั้นเติบโตขึ้นมา) และหลังจากที่ครัฟฟ์เลือกที่จะใส่เสื้อเบอร์ 14 ตลอดไป ทุกคนก็ตั้งชื่อให้เขาใหม่ว่า “number 14” ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ปฎิวัติวงการฟุตบอล เพราะหลังจากนั้น ผู้เล่นหลายๆคนก็เลือกที่จะมีเบอร์ประจำตัวกันมากขึ้น

อาแจกซ์ยุคนั้นคุมทีมโดย ไรนุส มิเชล หนึ่งในโค้ชที่ดีที่สุดในโลก ผู้ซึ่งคิดค้นวิธีการเล่นแบบโททัลฟุตบอล และระบบการเล่นนี้จะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าไม่มีนักเตะที่ชื่อ โยฮัน ครัฟฟ์

แนวคิดนี้ จุดประสงค์หลักคือต้องการให้นักเตะยืนคุมพื้นที่ให้ได้มากที่สุดทั้งจังหว่ะรุกและรับ เวลาเล่นจึงเป็นการยืนสลับตำแหน่งกันในบางจังหว่ะ รวมถึงเปลี่ยนระบบการเล่นไปเลยก็มี เช่น เริ่มต้นด้วย 3-4-3 เล่นไปเล่นมากลายเป็น  5-3-2 โดยอาศัยความเข้าใจของตัวนักเตะเอง 

การจะเล่นแบบนี้ได้ นักเตะทุกคนต้องมีความรู้ความเข้าใจในเกมที่สูงมาก และมองเกมไปในทางเดียวกัน แต่ในสถานะการณ์จริงอาจเป็นไปได้ยาก โค้ชเองด้วยมุมมองข้างสนาม บางทีอาจเห็นภาพได้ไม่ดีเหมือนกับนักเตะที่กำลังเล่นอยู่ ตัวช่วยของโค้ชก็คือครัฟฟ์นั่นเอง 

ครัฟฟ์นั้นนอกจากฝีเท้าอันยอดเยี่ยมแล้ว การอ่านเกมการแก้เกมขณะแข่งขันก็เป็นจุดเด่นของเขาเช่นกัน มิเชลเปรียบเสมือนคนเขียนบท ส่วนครัฟฟ์นั้นคอยกำกับในสนาม เขาเข้าใจปรัชญาฟุตบอลของมิเชลอย่างถ่องแท้ เป็นภาพที่ชินตาที่จะเห็นครัฟฟ์นั้นวิ่งลงไปถึงแผงกองหลัง เพื่อที่จะบอกแผนการเล่นและแทคติกต่างๆที่ควรจะทำในขณะที่แข่งขันอยู่ ตัวเขาเองก็เรียกได้ว่า ยืนมาแล้วทุกตำแหน่งตลอดการค้าแข้ง และมักจะทำได้ดีเสมอด้วย

เอริค คันโตน่า ผู้ที่มีครัฟฟ์เป็นไอดอลกล่าวยกย่องครัฟฟ์ว่า “ครัฟฟ์คือฮีโร่ในวัยเด็กของผม ผมมีรูปเขาในห้องนอน วิธีการเล่นของเขานั้นสร้างสรร และนี่เป็นการปฎิวัติวงการฟุตบอลสมัยใหม่อย่างแท้จริง ผมคิดว่าเขาคือผู้เล่นที่ดีที่สุด ในทุกตำแหน่งที่เขาลงเล่น”

ฤดูกาล 1973/1974 ไรนุส มิเชล ได้เชื้อเชิญครัฟฟ์ให้ย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บาเซโลน่า ครัฟฟ์ตอบตกลงอย่างไม่ลังเล เขาย้ายทีมด้วยสถิติโลกในขณะนั้น ประมาณ 2 ล้านยูเอสดอลล่าร์

Photo : Andina

เพียงแค่ฤดูกาลแรกของครัฟฟ์ เขาพาทีมคว้าแชมป์ลากีก้าเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ผลงานชิ้นโบว์แดงคือการถล่มรีลมาดริด มหาอำนาจลูกหนังของสเปน ณ เวลานั้นไป 5-0 ที่ซานติอาโก้ เบอร์นาบิว เขาได้รับสมญานามจากแฟนบอลว่า “El Savaldor” แปลว่าผู้กอบกู้ นอกจากนั้นยังมีชื่ออีกมากมายที่แฟนบอลรวมทั้งสื่อมวลชนตั้งให้เขา เช่น นักมายากล พญาเหยี่ยว ทิวลิปสีทอง เป็นต้น

หลังจบฤดูกาล ครัฟฟ์ได้ลงเล่นฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของตัวเขาเอง ภายใต้การคุมทีมของมิเชล และนี่ก็เป็นเหตุการณ์สร้างชื่อให้กับตำนานเบอร์ 14 คนนี้

มิเชลนั้นต้องให้นักเตะใส่เบอร์เรียงตามตัวอักษรของชื่อนักเตะในทีม ถ้าตามนี้ ครัฟฟ์ต้องใส่เบอร์ 1 แต่ครัฟฟ์ปฎิเสธ พร้อมกับบอกว่า เขาจะไม่ลงเล่นถ้าไม่ได้เสื้อเบอร์ 14 สุดท้ายมิเชลเองก็ต้องยอม ภาพครัฟฟ์ในยูนิฟอร์มสีส้มเบอร์ 14 ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของฟุตบอลโลกเลยก็ว่าได้

พลพรรคอัศวินสีส้มกรุยทางสู่รอบชิงชนะเลิศด้วยฟอร์มอันสวยหรูด้วยการเล่นแบบโททัลฟุตบอล พวกเขาไม่เสียประตูเลยแม้แต่ลูกเดียว เอาชนะมาทั้งอาเจนติน่าและบราซิล นัดชิงต้องเจอกับเจ้าภาพเยอรมันตะวันตก 

หลังเริ่มเขี่ยบอล ทีมอัศวินสีส้มต่อบอลกันไปถึงเขตโทษและก็เป็นครัฟฟ์ที่ลากบอลเข้าไปแล้วโดนทำฟาล์วได้จุดโทษ นีเก้นส์ยิงให้ทีมขึ้นนำโดยที่นักเตะเจ้าภาพยังไม่ได้สัมผัสบอลเลยซักคน

ครึ่งหลังเยอรมันตะวันตกใช้แผนให้แบร์ตี้ โฟล์ก ตามประกบครัฟฟ์แบบไปไหนไปกัน ก่อนที่ทีมจะพลิกมายิงสองประตูให้เจ้าภาพคว้าแชมป์ไปในตอนจบ

แม้จะไม่ได้แชมป์ แต่ทีมฮอลแลนด์ชุดนี้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทั่วโลกด้วยรูปแบบการเล่นที่แปลกไม่เหมือนใคร น่าตื่นตาตื่นใจและประสิทธิภาพที่สูงมาก และทีมชุดนี้ถูกเรียกว่า “ทีมที่ดีที่สุดที่ไม่ได้แชมป์โลก”

ในปี 1980 งานฉลองครบรอบ 50 ปีฟุตบอลโลก คาร์ลอส อัลเบอร์โต้ กัปตันทีมชาติบราซิลชุดแชมป์โลกปี 1970 กล่าวว่า “ทีมฟุตบอลในโลกนี้ จะว่าไปแล้วมันก็เหมือนกันหมด แต่ไม่ใช่กับทีมฮอลแลนด์ชุดฟุตบอลโลกปี 1974 ทีมชุดนี้มหัศจรรย์มาก ผมไม่เคยเบื่อเลยกับการดูพวกเขาเล่น และหลังจากนั้น โลกของฟุตบอลก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม”

ครัฟฟ์ได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลก รวมถึงรางวัลบัลลงดอร์ในปีนั้น

ครัฟฟ์เล่นให้บาเซโลน่าอีก 4 ฤดูกาลแต่ก็ไม่สามารถนำทีมคว้าแชมป์ลีกได้อีก จบอันดับ 3 ในปีถัดมา ก่อนจะได้รองแชมป์อีก 3 ฤดูกาลติดต่อกัน แต่ก็ได้แชมป์โคปาเดเรย์มาหนึ่งสมัยในฤดูกาล 1977/1978 

ครัฟฟ์ประกาศเลิกเล่นทีมชาติในปี 1977 หลังจากที่ทีมเนเธอร์แลนด์ผ่านเข้ารอบสุดท้ายแน่นอนแล้ว โดยครัฟฟ์ให้สัมภาษณ์กับสื่อของสเปนในภายหลังว่า มีคนพยายามจะลักพาตัวลูกๆและภรรยาของเขา ทำให้เขาไม่สามารถโฟกัสไปกับฟุตบอลได้เต็มที่ หลังจบฤดูกาล 1977/1978 ครัฟฟ์จึงประกาศเลิกเล่นฟุตบอล

ครัฟฟ์หันไปเอาทางด้านธุรกิจฟาร์มหมู และลงทุนในอสังหาฯ แต่กลับกลายเป็นว่า เขาต้องสูญเสียเงินเกือบทั้งหมดภายในเวลาไม่นาน มันทำให้ครัฟฟ์ต้องกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง แต่คราวนี้ เขาต้องเดินทางไปไกลถึงอเมริกาเพื่อหนีจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ

“ผมสูญเสียเงินหลายล้านในการลงทุน มันทำให้ผมต้องกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง มันเป็นความผิดพลาดที่ผมเลิกเล่นฟุตบอลตอนอายุแค่ 31 ปี ทั้งๆที่ผมอยู่ในสภาพร่างกายที่ดีเยี่ยม แต่การเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในอเมริกาก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ผมได้เรียนรู้ที่จะควบคุมจิตใจของตัวเอง การเรียนรู้ที่จะเป็นโค้ช และเรื่องของจิตวิทยา” ครัฟฟ์ย้อนความหลังในตอนนั้น

ครัฟฟ์เซ็นสัญญากับ ลอสแองเจลิส แอสเทค ในลีกฟุตบอลอเมริกาเหนือ ก่อนที่ปีต่อมาจะย้ายมาเล่นกับ วอชิงตัน ดิพโพรแมต แม้จะไม่ได้แชมป์อะไรติดมือ แต่ครัฟฟ์ก็ได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของลีกไปหนึ่งสมัย หลังจากนั้นก็ย้ายมาเล่นในลีก้าสองกับทีมเลบันเต้ในช่วงสั้นๆ 

ครัฟฟ์กลับมาอยู่กับอาแจกซ์อีกครั้งในปี 1980 ด้วยตำแหน่งที่ปรึกษาทางด้านเทคนิค หลังจากที่เริ่มฤดูกาลอย่างย่ำแย่ อาแจซ์มีผลงานที่ดีขึ้นเรื่อยๆจนจบอันดับสองในลีก ก่อนที่ฤดูกาลถัดมา ครัฟฟ์ได้เซ็นสัญญานักเตะอาชีพควบไปด้วย เขาช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกได้อีกสองสมัยในช่วงฤดูกาล 1981-1983

Photo : nss magazine

อาแจกซ์เลือกที่จะไม่ต่อสัญญาครัฟฟ์ออกไปอีก เพราะมองว่าเจ้าตัวนั้นอายุมากแล้ว ครัฟฟ์รู้สึกเสียใจไม่น้อยบวกกับความโกรธที่มีต่อสโมสรเป็นแรงกระตุ้นให้เขาเล่นฟุตบอลต่อไป

ครัฟฟ์ในวัย 36 ปี เซ็นสัญญาหนึ่งปีกับเฟเยอนูร์ด ทีมคู่แข่งร่วมลีกของอาแจกซ์ และนี่อาจเป็นปีที่ครัฟฟ์มีความมุ่งมั่นมากที่สุดในชีวิตของเขาก็เป็นได้ ครัฟฟ์พลาดการลงสนามเพียงแค่นัดเดียวตลอดฤดูกาล เขาประสานงานร่วมกันรุด กุลลิท ดาวรุ่งพุ่งแรงในยุคนั้น พาทีมคว้าทั้งแชมป์ลีก และฟุตบอลถ้วย ก่อนจะประกาศเลิกเล่นอย่างเป็นทางการ

กุดลิทได้เล่าถึงช่วงปีที่อยู่ครัฟฟ์ไว้ว่า “ในสนามซ้อมมันมีอยู่หลายครั้ง ที่ผมพยายามจะแย่งบอลจากเขา แต่ผมทำไม่ได้เลย ไม่อยากจะคิดเลยว่า ตอนอายุ 24 เขาจะเก่งขนาดไหน” “นอกจากนั้นเขายังคอยบอกนักเตะในสนามเหมือนที่เขาเคยทำ ถึงตำแหน่งการยืน การเคลื่อนที่ และวิธีการเล่น มันเป็นปีที่ผมรู้สึกเติบโตขึ้นเป็นอยากมาก” 

ครัฟฟ์หลังจากเลิกเล่นฟุตบอลแล้ว เขาก็ตั้งใจเป็นโค้ชตามรอยมิเชล สร้างทีมฟุตบอลในแบบที่ไม่เหมือนใคร หลังจากศึกษาเรียนรู้อยู่นาน เขาก็ได้กลับมาเป็นโค้ชให้กับอาแจกซ์ในปี 1985

แผนที่ครัฟฟ์ชื่นชอบคือ 3-4-3 แต่ตำแหน่งการเล่นบางทีอาจจะดูเหมือน 3-3-4 ซะมากกว่า เขาใช้แผงกองหลัง 3 คน บวกกับอีกหนึ่งตัวคอยสกรีนอยู่ด้านหน้า พร้อมทำหน้าที่ตัวฟรีคอยซ้อนในแผงรับ กองกลางครัฟฟ์ใช้ตัวคุมเกม 2คน กับตัวรุกซึ่งรับบทหน้าต่ำไปด้วย ปีกสองข้าง แล้วก็หน้าเป้า

นักเตะชุดแรกของครัฟฟ์นั้น ที่เป็นที่รู้จักกันดีก็มีทั้ง ไรจ์การ์ด แวนบาสเท่น คูมัน บลินด์ ก่อนที่ดาวรุ่งหลายคนจะถูกดันขึ้นมาเช่น เบิร์กแคมป์ พี่น้องเดอบัวร์ 

สไตล์การเล่นของครัฟฟ์นั้น เน้นการครองบอลและบุกเป็นหลัก เล่นฟุตบอลสวยงามและมีประสิทธิภาพ ทีมของเขานั้นเคยยิงได้ถึง 120 ประตูเฉพาะในลีก แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้แชมป์ลีก ครัฟฟ์พาทีมคว้าแชมป์ลีกคัพ 2 สมัย และ ยูโรเปี้ยน คัพวินเนอส์คัพไปอีก 1 สมัย ก่อนที่มกราคม ปี 1988 ครัฟฟ์จะออกจากทีมไป

ฤดูกาล 1988/1989 ครัฟฟ์เข้ารับงานคุมทีมบาเซโลน่า นี่ถือเป็นงานช้างอย่างยิ่ง ลากีก้ายุคนั้น รีลมาดริดถือเป็นมหาอำนาจเบอร์ 1 ของลีก ได้แชมป์มาแล้ว 4 สมัยติด ขณะเดียวกัน ทีมเจ้าบุญทุ่มเองก็กำลังเผชิญกับวิกฤตของสโมสรในแทบทุกด้าน ผลงานในสนามนั้นไม่ดี บรรยากาศในทีมก็ย่ำแย่ จำนวนแฟนบอลก็ลงลด โจเซฟ นูเนซ ประธานสโมสรหวังว่าครัฟฟ์จะช่วยกอบกู้บาซ่าอีกครั้งเหมือนดั่งที่เขาเคยทำได้ในสมัยเป็นนักเตะ 

สัปดาห์แรกหลังรับงานคุมทีม ครัฟฟ์มาดูทีมเยาวชนฝึกซ้อม และสายตาของเขาก็สะดุดไปที่เด็กหนุ่มที่ชื่อ เป๊ป กวาดิโอล่า ซึ่งตอนนั้นเล่นเป็นปีกขวา เขาบอกกับ เครอซ เรซัค ผู้ช่วยของเขาให้จับไอ้หนุ่มคนนี้ไปเล่นเป็นกองกลางตัวขับคลื่นเกมดู เพียงหลังจากนั้นไม่นาน เป๊ปก็เลื่อนขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่

นอกจากเป๊ปแล้ว ครัฟฟ์ยังดึงผู้เล่นเยาวชนอีกมากมายขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่ รวมถึงผู้เล่นจากชุดบีด้วย เช่น เซอร์กี้ บาร์ฆวน อัลเบิรต์, เฟร์เรร์ กิลร์ยิร์โม่, อามอร์

“ก่อนหน้าที่ครัฟฟ์จะเข้ามา นักเตะแบบผมกับบาร์ฆวนและอามอร์นั้น เลิกหวังที่จะเป็นนักเตะของบาร์ซ่าได้เลย เกณฑ์การคัดตัวก่อนหน้านี้ จะมองที่สรีระและกายภาพเป็นหลัก อย่างน้อยคุณต้องสูง 180 เซนฯ เราสามคนนั้นตัวเล็กเกินไป ส่วนเป๊ปนั้นเรียกได้ว่าเข้าเกณฑ์ได้แบบฉิวเฉียด” เฟร์เรร์พูดถึงนายเก่า “

ครัฟฟ์ได้ทำการปฎิวัติโครงสร้างศูนย์ฝึกเยาวชนของทีมใหม่หมด เหมือนอย่างที่เขาทำกับอาแจกซ์ ทีมเยาวชนบาซ่า ตั้งแต่รุ่นอายุ 9 ปี ขึ้นมาถึงบาซ่าชุดบี ทุกทีมต้องเล่นในระบบเดียวกันกับชุดใหญ่ แบบ 3-4-3 ใช้ปรัญชาฟุตบอลในแบบเดียวกัน เน้นไปที่ทักษะมากกว่ากายภาพ การให้เด็กพักที่ศูนย์ฝึกในรูปแบบโรงเรียนประจำ จวบจนทุกวันนี้ บาซ่าและอาแจกซ์ กลายเป็นสองสโมสรที่มีศูนย์ฝึกเยาวชนที่อาจจะดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

ครัฟฟ์นั้นมีปรัชญาฟุตบอลที่ชัดเจนและแน่วแน่ โดยรวมๆแล้วก็ถอดแบบมาจากทีมชาติชุดฟุตบอลโลกปี1974 “win with the right way” ครัฟฟ์ต้องการสร้างเพอเฟคฟุตบอล เขาต้องการเอาชนะคู่แข่งด้วยความถูกต้อง ขาวสะอาด สวยงาม และเหนือกว่าในทุกๆด้าน เขาไม่เคยคิดพึ่งดวง เล่นอุด หรือเล่นแบบเน้นผลการแข่งขัน

ปีแรกของครัฟฟ์กับบาซ่านั้นถือว่าไม่แย่นัก เขาพาทีมจบอันดับสองและคว้าแชมป์รายการ คัพ วินเนอร์คัพ ด้วยสไตล์การเล่นฟุตบอลสมัยใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ แฟนบอลเริ่มกลับมาสนับสนุนทีมอีกครั้ง บรรยากาศในสโมสร สปอนเซอร์ที่เข้ามา ทุกอย่างดีขึ้นมากกว่าปีก่อน

ปีต่อมาก ครัฟฟ์ได้ลูกน้องเก่า คูมัน มาช่วยคุมแผงหลัง บวกกับ ไมเคิล เลาดรู๊ป ที่มาช่วยทำเกมรุก บาซ่าของครัฟฟ์นั้นยิงประตูเป็นกอบเป็นกำ แต่สุดท้ายตอนจบฤดูกาล ทีมได้อันดับ 3 แต่ก็ได้แชมป์โคปาเดอเลย์มาครองได้หนึ่งรายการ

ฤดูกาล 1990/1991 คือจุดเริ่มต้นยุคทองของบาเซโลน่า การเข้ามาของ ฮริสโต้ สตอยคอฟ และการขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของเป๊ป ตอนนี้ครัฟฟ์มีผู้เล่นที่ดีมากๆทั้งตัวจริงและตัวสำรอง ครัฟฟ์พาทีมคว้าแชมป์ลาลีกก้าแบบขาดลอย ทิ้งอันดับ 2 ถึง 10 แต้ม ในสมัยที่ยังคิดแต้มแบบชนะได้ 2 เสมอได้ 1 อยู่ ในรายการ คัพ วินเนอร์คัพ ก็ไปถึงรอบชิงก่อนจะพ่าย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไป 2:1

Photo : FC Barcelona

ฤดูกาล 1991/1992 ครัฟฟ์ไม่ได้เปลี่ยนทีมมากนัก เพราะการขึ้นมาเล่นชุดใหญ่แบบเต็มตัวของเป๊ปนั้น ก็เหมือนกับทีมได้นักเตะบิ๊กเนมเข้าทีมมาอีกคน เป๊ปเปรียบเสมือนโค้ชในสนามของครัฟฟ์ เหมือนกับที่ครัฟฟ์คือโค้ชในสนามของมิเชลยังไงยังงั้น บาซ่าเดินหน้าบุกใส่คู่ต่อสู้เหมือนเดิม จบฤดูกาลได้แชมป์ลาลีก้าแบบเฉือนมาดริดไปเพียงแต้มเดียว พร้อมกับแชมป์ซุเปอร์โคปา และแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ

ฤดูกาลต่อมาในลาลีก้าเหมือนหนังม้วนเดิม บาซ่าชุดเดิมที่เล่นเข้าขากันมากขึ้น เข้าวินเฉือนมาดริดไปเพียงแต้มเดียวอีกครั้ง แถมด้วยถ้วยซุปเปอร์โคปา และ ยูฟ่าซุปเปอร์คัพ คูมันคุมแผงแนวรับ เป๊ปคุมกองกลาง เกมรุกเป็นหน้าที่ของสตอยคอฟและเลาดรู๊ป 

ฤดูกาล 1993/1994 ครัฟฟ์ต่อยอดความแข็งแกร่งด้วยการดึง โรมาริโอ เข้ามาเติมเกมรุก เด็ก 4 คนที่ครัฟฟ์ดึงขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ บาร์ฆวน เฟร์เรร์ อามอร์ เป๊ป ตอนนี้สุกงอมเต็มที่ ทั้งหมดลงเล่นเป็นตัวหลักให้กับบาซ่าตลอดฤดูกาล ผนึกกำลังกับนักเตะต่างชาติพาทีมคว้าแชมป์ได้อีกเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ปีนี้ถึงแม้ปีนี้จะโดนยิงไปถึง 42 ประตู แต่ก็ยิงคืนได้มากถึง 91 ประตู

หลังจากนั้นเหมือนกับว่า คู่แข่งเริ่มรู้วิธีที่จะจัดการกับบาซ่าบ้างแล้ว ในขณะที่ค่าเสียการเสียประตูของทีมยังสูงอยู่ ในทางกลับกัน ทีมก็ทำประตูได้น้อยลงด้วย

เป๊ปกล่าวถึงอดีตเจ้านายว่า “ครัฟฟ์เป็นคนที่ยึดมั่นในแนวการเล่นมาก เมื่อแผนใช้ไม่ได้ เขาไม่เคยมีแผนสอง แต่เขาจะหาวิธีที่ทำให้แผนเก่านั้นดีกว่าเดิม” “ครัฟฟ์พูดเสมอว่า ชัยชนะนั้นคงอยู่เพียงข้ามวัน แต่ชื่อเสียงนั้นคงอยู่ตลอดไป”

สองปีต่อมา บาซ่าไม่ได้แชมป์รายการใดๆเลย ครัฟฟ์ถูกปลดออกจากตำแหน่งประกอบกับด้วยปัญหาสุขภาพส่วนตัว เขาเป็นคนสูบบุหรี่จัดมากและเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ ในปี 1996 หมอแจ้งให้เขาหยุดทำหน้าที่โค้ช และหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

แม้จะไม่ได้คุมทีมแล้ว ครัฟฟ์ยังวนเวียนอยู่ในวงการฟุตบอล เป็นที่ปรึกษาในหลายๆด้านให้กับทั้งบาซ่าและอาแจกซ์ และเขาก็ยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อสโมสร

ครัฟฟ์นั้นถือว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ โจน ลาปอร์ต้า กลายมาเป็นประธานสโมสรคนใหม่ ต่อด้วยการนำแฟรงค์ ไรจ์การ์ด เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมของบาซ่า

ปี 2008 หลังจากที่ไรจ์การ์ดออกจากทีม ลาปอร์ต้า ต้องการให้มูริญโย่เข้ามาเป็นโค้ชคนใหม่ แต่เนื่องด้วยปรัชญาการทำทีมที่ต่างกับครัฟฟ์อย่างสุดขั้ว ครัฟฟ์เลือกเป๊ปเข้ามาทำหน้าที่แทน และก็เป็นเป๊ปนี่แหล่ะ ที่ทำลายสถิติโค้ชที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของสโมสรของครัฟฟ์ลงได้

ในฐานะคนในวงการฟุตบอล ครัฟฟ์นั้นเรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบและทรงคุณค่ามาก แต่ข้อเสียของครัฟฟ์คือ เขาเป็นคนยอมหักไม่ยอมงอ ยึดมั่นถือมั่นในอุดมคติของตัวเอง ชอบวิจารณ์คนอื่นแบบแรงๆ โดนเฉพาะการเล่นฟุตบอลที่เน้นผลจนเกินไป

ในปี 2008 ครัฟฟ์ได้รับคำเชิญจากอาแจกซ์ให้มาเป็นผู้อำนวยการด้านเทคนิค แต่สุดท้ายครัฟฟ์ก็ปฎิเสธ โดยให้เหตุผลว่า ความคิดเห็นไม่ตรงกัน

แวนบาสเท่น ศิษย์เก่าของครัฟฟ์ผู้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมขณะนั้นบอกว่า “ครัฟฟ์นั้นต้องการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างในเวลาอันรวดเร็ว ผมรู้สึกได้เลยว่า เขาไม่พอใจกับทุกสิ่งที่เป็นอยู่ที่อาแจกซ์เลย”

อีกสองปีต่อมา ครัฟฟ์กลับเข้ามารับงานที่อาแจกซ์ในลักษณะของบอร์ดบริหาร การจะตัดสินใจต่างต้องผ่านการโหวตของสมาชิกบอร์ดด้วยกัน ครัฟฟ์รับงานได้ไม่กี่ปีก็ลาออก เพราะเขาไม่เห็นด้วย ที่บอร์ดแต่งตั้ง ฟานกัล เข้ามาเป็นผู้อำนวยการสโมสรคนใหม่

ความสุดโต่งของครัฟฟ์นั้นยังทำให้เขาไม่ได้เป็นผู้จัดการทีมชาติ ทั้งในปี1990 และ1994 แม้ว่าเขาจะมีโอกาศใกล้เคียงมากก็ตาม

ครัฟฟ์ตั้งแต่เป็นนักเตะ เขามีปัญหากับสมาพันธ์มาโดยตลอด ทั้งเรื่องการดูแลนักเตะ สวัสดิการ ที่พัก และค่าตอบแทนต่างๆ ครัฟฟ์มองว่าสมาพันธ์ควรจะดูแลนักเตะได้ดีกว่านี้

พอเริ่มเป็นโค้ช ครัฟฟ์ก็ออกมาวิจารณ์สมาพันธ์ฟุตบอลอยู่บ่อยครั้ง จนเขาเริ่มเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ ไรนุส มิเชล ที่เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการของสมาพันธ์ในตอนนั้น 

Photo : Soccer – NBC Sports

ไทจ์ ลิเบร็กส์ โค้ชทีมชาติชุดลุยฟุตบอลโลกปี 1990 ได้ออกมาสัมภาษณ์ออกสื่อเสียดสีและวิจารณ์ผู้เล่นทีมชาติหลายๆคน กุลลิท กัปตันทีมชาติในขณะนั้นนำผู้เล่นเข้าพบสมาคมเพื่อขอเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีม หรือไม่ก็ พวกเขาจะออกไปเอง

มิเชล ได้ออกมาเคลียร์ปัญหานี้ โดยให้นักเตะโหวตผู้จัดการทีมที่เขาอยากได้ ผลโหวตคือ ครัฟฟ์ มาเป็นที่หนึ่ง เลโอ บีนฮัคเคอร์ โค้ชของรีลมาดริดในขณะนั้นมาเป็นอันดับสอง แต่สุดท้ายแล้ว มิเชลก็เลือก ดอนเลโอ เข้ามาเป็นโค้ชคุมในครั้งนั้น และผลที่ตามมาก็คือความเหลว นักเตะเล่นผิดฟอร์มอย่างมาก ในรอบแบ่งกลุ่มนั้น เสมอไปทั้ง 3 นัด ก่อนจะแพ้เยอรมันในรอบ 16 ทีม

ก่อนเกมฟุตบอลโลกปี 1994 เสียงเรียกร้องจากแฟนบอลส่วนใหญ่ อยากครัฟฟ์มาคุมทีมชุดนี้ แต่สุดท้าย ดิ๊ค แอดโวค๊าท ก็ได้หน้าที่นี้ไป และพาทีมเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนที่จะแพ้บราซิลไป

ทางสมาพันธ์แถลงว่า “เราพยายามเจรจากับครัฟฟ์หลายครั้ง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้สนใจในการคุมทีมอย่างจริงจัง ค่าเหนื่อยที่เขาเรียกร้องมา พร้อมกับทีมงานอีกหลายชิวิต มันเป็นเรื่องที่เกินจริงไปมาก”

ครัฟฟ์เองก็ตอบกลับไปว่า “ทางสมาพันธ์จัดฉากแบบหลอกๆ ว่าต้องการผม พวกเขานัดเข้ามาในวันสำคัญต่างๆที่เขารู้อยู่แล้วว่าผมไม่สะดวก เช่น วันเตะเอลคลาสซิโก้ วันเกิดลูกสาวของผม” “ค่าเหนื่อยนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ตัวเลขมันก็ไม่ได้สูงมากมาย เรามีสปอนเซอร์ที่พร้อมจะช่วยอยู่มากมาย ส่วนที่บ้ามากคือ เขาต้องการให้คนเดียวเข้าไปร่วมงานกับทีมงานของสมาพันธ์ ใครที่ผมไม่รู้จัก แล้วเขาต้องการแชมป์โลก มันคงตลกไปหน่อยมั้ง”

ในปี 1994 เมื่อนักข่าวถามเขาว่า “ดูเหมือนว่า คุณจะไม่มีโอกาสในการคุมทีมชาติอีกแล้ว นั้นแปลว่าคุณหมดโอกาศในการคว้ารางวัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกฟุตบอล?”

ครัฟฟ์ตอบกลับไปว่า “มันก็ไม่จริงซะทีเดียวนะ คุณจะเชื่อไหมว่า ทุกวันนี้ คนยังพูดถึงทีมของเราในฟุตบอลโลกปี 1974 อยู่ มากกว่าทีมแชมป์อย่างเยอรมันตะวันตกเสียอีก และตอนนี้ การที่ผู้คนพูดว่า บาเซโลน่าเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลได้ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก มันคือรางวัลที่ใหญ่ที่สุดของผมแล้ว”

แม้ปรัญชาของครัฟฟ์จะสุดโต่งไปบ้าง แต่คงปฎิเสธไม่ได้ว่า ครัฟฟ์นั้นมีผลต่อฟุตบอลสมัยใหม่ค่อนข้างมาก และแม้วันนี้ครัฟฟ์จะจากไปแล้ว แต่เจตนารมณ์ของเขาจะยังอยู่ไปตลอดกาล