ร็อคสตาร์! เบื้องหลังชีวิตอันรุ่งโรจน์ของมาราโดน่า

เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา วงการลูกหนังได้สูญเสียบุคคลสำคัญคนหนึ่งไปนั่นคือ ดิเอโก้ มาราโดน่า ดาวเตะผู้ที่เหล่านักเตะและโค้ชหลายคนให้ความยอมรับนับถือ ในขณะที่ยังโบยบินค้าแข้ง เจ้าตัวลงเล่นมาแล้วทั้งกับบาร์เซโลน่า นาโปลี รวมไปถึงผลงานชิ้นเอกอย่างการนำทีมชาติอาร์เจนติน่าเถลิงคว้าบัลลังก์แชมป์โลก แต่ใครเล่าจะรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ เจ้าตัวต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง

            ดิเอโก้ มาราโดน่า เริ่มเส้นทางอาชีพค้าแข้งในลีกบ้านเกิดโดยสร้างชื่อขึ้นมากับทีมอาร์เจนตินอสจูเนียร์และโบค่าจูเนียร์ โดยเริ่มต้นเล่นระดับอาชีพด้วยวัยเพียง 15 ปีเท่านั้น นับเป็นผู้เล่นละอ่อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีกฟุตบอลปริเมราดิบิซิออน ต่อมามีโอกาสได้รับใช้ชาติตอนอายุ 16 ปี ไล่ตั้งแต่ชุดเยาวชนจนถึงชุดใหญ่เป็นบางครั้งบางคราว ซึ่งในตอนที่เจ้าตัวอายุได้ 17 ปีก็ตรงกับฟุตบอลโลกปี 1978 ที่บ้านเกิดตัวเอง แต่ทว่ากลับไม่ได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในรายการนั้น ทำให้เจ้าตัวผิดหวังเป็นอย่างมาก

            ความผิดหวังในวันนั้นเป็นเหมือนแรงผลักดันให้เจ้าตัว ปี 1982 หรือขณะที่อายุ 21 ปี มาราโดน่า ตัดสินใจหอบกระเป๋าข้ามทวีปมาร่วมทีมอย่าง บาร์เซโลน่าด้วยค่าตัว 7.6 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในขณะนั้น นอกจากนี้ ในปีนั้นเจ้าตัวก็ได้ติดธงรับใช้ชาติลุยศึกฟุตบอลโลกสมใจ แต่ก็ไม่สามารถพาทีมไปถึงฝั่งฝันได้และในนัดสุดท้ายที่โม่แข้งกับคู่รักคู่แค้นอย่างบราซิล มาราโดน่า ยังไปหวดคู่แข่งจนโดนใบแดงอีกด้วย เรียกได้ว่าผลงานเปิดหัวของปีก็แย่แล้ว ผลงานของมาราโดน่ากับบาร์เซโลน่าก็ราวกับเป็นทางคู่ขนานเช่นกัน หลังประสบปัญหาอาการบาดเจ็บรวมไปถึงพฤติกรรมต่างๆ ทำให้ระยะเวลาสองปีที่อยู่ในสเปน เจ้าตัวได้รับโอกาสลงเล่นเพียงแค่ 43 นัดเท่านั้น แต่สถิติการถล่มประตูก็ไม่ใช่ไก่กาหลังซัดไป 30 เม็ดด้วยกัน

Photo : FC Barcelona

            ราวกับ มาราโดน่า เคยได้ยินคำกล่าวว่า “ขยันผิดที่ สิบปีก็ไม่รุ่ง” เจ้าตัวก็เลยย้ายถิ่นฐานอีกครั้งในปี 1984 และคราวนี้จุดหมายคือนาโปลีด้วยค่าตัวราว 6.8 ล้านปอนด์ ซึ่งกัลโช่เซเรียอาในขณะนั้นเป็นการกุมอำนาจของเหล่าทีมจากภาคเหนือและภาคกลางของประเทศอย่างเช่น เอซีมิลาน ยูเวนตุส อินเตอร์มิลาน และ โรม่า เป็นต้น ในขณะที่ทีมตัวแทนจากภาคใต้อย่างนาโปลีนั้นไม่เคยแม้แต่จะได้เฉียดสัมผัสถ้วยแชมป์ นั่นทำให้การมาของมาราโดน่าได้รับความฮือฮาจากแฟนบอลอย่างมาก ว่ากันว่ามีแฟนบอลราว 75,000 คนที่รอต้อนรับในวันเปิดตัวเลยทีเดียว แต่ในตอนนั้นเมืองเนเปิลส์ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ยากจนที่สุดในยุโรปเมืองหนึ่ง เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการทุจริต ธุรกิจสีเทา รวมไปถึงเหล่ามาเฟียแทรกซึมอยู่ทุกแห่ง

            ในวันแรกที่เจ้าตัวให้สัมภาษณ์กับเหล่าสื่อจากท้องถิ่น มีสำนักข่าวหนึ่งยิงคำถามว่า “คุณเคยได้ยินชื่อ ‘คามอร์ร่า’ มั้ย? และรู้รึเปล่าว่าเงินของพวกนั้นกระจายอยู่ทุกที่แม้แต่ในวงการฟุตบอล” ฝั่ง คอร์ราโด้ เฟอร์ไลโน่ ประธานสโมสรในขณะนั้นก็ค้านอย่างทันควันก่อนที่จะบ่ายเบี่ยงว่าเรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของสโมสรฟุตบอล ถึงตรงนี้ หลายๆ คนคงเกิดอาการสงสัยว่าชื่อคามอร์ร่าคืออะไร คามอร์ร่าคือชื่อแก๊งมาเฟียที่คอยทำธุรกิจใต้ดินโดยมีฐานที่มั่นอยู่เมืองเนเปิลส์ และที่น่าสงสัยกว่านั้นคือ ในช่วงขณะที่ มาราโดน่า ค้าแข้งให้กับนาโปลี เจ้าตัวมีข่าวลือพัวพันกับแก๊งนี้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการไปเที่ยวที่บาร์ของแก๊งหรือรับของขวัญ เหล้า ยา และผู้หญิงจากแก๊งเป็นต้น

            เรียกได้ว่าชีวิตนอกสนามของ “เสือเตี้ย” ในช่วงที่อยู่นาโปลีนั้นถือว่าสุด เจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์ในการถ่ายทำสารคดีของตัวเองว่า “ในตอนนั้นเราต้องลงเล่นทุกวันอาทิตย์ หลังจากนั้นผมกับเพื่อนจะออกไปเที่ยวกัน โดยที่ คลอเดีย (ภรรยา มาราโดน่า ในขณะนั้น) ก็อยู่บ้านกับเพื่อนๆ ของเธอ แน่นอนว่าในคืนนั้นทุกอย่างเละเทะไปหมด” เขากล่าว “ผมกับเพื่อนเริ่มดวลเหล้ากัน ซักพักก็ดมโค้กต่อ พวกเราใช้ชีวิตแบบนั้นจนถึงวันพุธ หลังจากนั้นผมใช้เวลาทั้งหมดไปกับการขับสารออกจากร่างกาย เพื่อที่จะลงเล่นในวันอาทิตย์อีกครั้ง”

Photo : Sky Sports

            ลองจินตนาการถึงภาพเบื้องหน้าที่เราเห็นเขาราวกับจิตรกรร่ายรำบนสนามหญ้า แต่ภาพเบื้องหลังกลับเป็นคนที่ใช้เวลาดมยาถึงสามวันเต็ม ก่อนที่จะกลับมาหลบในห้องน้ำที่บ้านเพียงเพื่อไม่อยากให้ลูกสาวเห็นอาการของพ่อในตอนกำลังลอยสุดขีด จากนั้นใช้เวลาอีกสามวันในการวิ่งขับเหงื่อเพื่อที่จะลงเล่นในวันอาทิตย์และเริ่มวงจรอุบาทว์อีกครั้งในวันจันทร์ แน่นอนว่ามันส่งผลกระทบกับเจ้าตัวเข้าในวันหนึ่งดั่งที่เจ้าตัวได้พูดไว้ว่า “ยาพวกนั้นทำให้ผมแย่ลง ไม่ได้ทำให้ดีขึ้น คุณคิดว่าผมจะเป็นผู้เล่นระดับไหน”

            แต่ถึงเจ้าตัวจะพูดแบบนั้น สิ่งต่างๆ ที่เขาได้ทำไว้ในสมัยดมยาล้วนถือว่าโคตรโหด ไม่ว่าจะเป็นการแบกนาโปลีจนทะลึ่งคว้าแชมป์ขึ้นมาได้แบบหักปากกาเซียน หรือการนำทีมชาติตนเองคว้าแชมป์โลก ทำให้เราทำได้แต่เพียงแค่คิดว่าถ้าเจ้าตัวไม่หลงผิด จะยิ่งใหญ่มากกว่านี้ได้ขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ คือ “ดิเอโก้ มาราโดน่า” ได้จารึกชื่อตัวเองในประวัติศาสตร์วงการลูกหนังแล้ว ด้วยภาพลักษณ์นักเตะที่ใจใหญ่เกินตัวเสมอมา