ว่าด้วยเรื่องหนทางคืนสู่สนามของผู้ดีอังกฤษ

นับเป็นเวลานานถึง 8 เดือนกว่าที่ฟุตบอลจะได้กลับมาดวลแข่งกันอีกครั้ง โดยมีหลายๆ สนามด้วยกันที่ได้เริ่มมีการอนุญาตให้แฟนบอลบางส่วนได้เข้าไปมีส่วนร่วม แต่จากการจากที่ บอริส จอห์นสันนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษออกมากล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศว่ายังอยู่ในช่วง “ระยะเฝ้าระวัง” โดยมีแผนจะอนุญาตให้บรรดาทีมฟุตบอลรายการต่างๆ ของประเทศอังกฤษกลับสู่สังเวียนโดยให้มีแฟนบอลมากถึง 4,000 คนต่อเกมเข้าไปส่งแรงเชียร์ทีมรักอย่างใกล้ชิดถึงขอบสนามอีกครั้งหลังจากการล็อกดาวน์ครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 2 ธันวาคม ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากบรรดาทีมต่างๆ ทั้งในพรีเมียร์ลีกสูงสุดและในลีกรองลงไป

            ไม่ใช่ทุกทีมที่จะได้รับอนุญาตให้นำแฟนบอลกลับเข้าสู่สนาม จะต้องมีกฎระเบียบ ข้อบังคับ และหลักการในการประเมินความเสี่ยง รวมไปถึงมุมมองและประเด็นที่น่าสนใจของแผนคืนสู่สังเวียนขอบสนามฟุตบอลอีกครั้ง โดยจำนวนของผู้ชมที่จะถูกอนุญาตให้เข้าไปภายในบริเวณสนามนั้นขึ้นอยู่กับที่ตั้งของแต่ละสโมสร โดยในเขตพื้นที่ในระดับที่ 1 ที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ต่ำสุดนั้น สโมสรจะได้รับอนุญาตให้แฟนบอลเข้ามารับชมในสนามถึง 4,000 คนสำหรับพื้นที่ระดับ 22,000 คน ส่วนในพื้นที่ระดับ 3 ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงนั้น สโมสรอาจจะจำเป็นต้องมีการเตะแบบไร้แฟนบอลไปก่อนเพื่อลดการเสี่ยงของการแพร่ระบาด

            ในวันที่ 2 ธันวาคมนับเป็นว่าที่ประกาศการล็อกดาวน์ในประเทศอังกฤษจะสิ้นสุดลง โดยในคืนนั้นจะมีโปรแกรมแชมป์เปี้ยนชิพอังกฤษ ร่วมไปถึงฟุตบอลลีกวันและลีกทู โปรแกรมยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเปิดบ้านรับการมาเยือนของ PSG ยอดทีมจากปารีส โดยคืนถัดมาจะเป็นโปรแกรมยูโรป้าลีกของยอดทีมจากลอนดอนอย่างอาร์เซนอล

            รวมถึงได้มีประเด็นที่มีการพูดถึงการนำเอาเกมในกลางสัปดาห์ทั้งหมดของสัปดาห์นั้นย้ายจากวันที่ 1 ธันวาคม มาฟาดแข้งกันในวันที่ 2 ธันวาคมให้หมดเลยเพื่อเป็นการต้อนรับการกลับมาของแฟนบอลทันทีหลังจากการล็อกดาวน์สิ้นสุดลง แต่จากการออกมาให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้ของนายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาได้ทำให้การพูดถึงประเด็นเป็นต้องจบลงไป “ทุกสิ่งทุกอย่างจะได้รับการตัดสินใจและพูดคุยกันอีกทีในวันพฤหัสฯ”

            โดยบรรดาทีมต่างๆ ก็พร้อมตอบรับและให้ความร่วมมือกับทางการรัฐบาลอังกฤษเป็นอย่างดี แม้ว่าอาจจะมีในบางพื้นที่ที่ยังไม่สามารถเปิดรับแฟนบอลได้อย่างเต็มรูปแบบแต่ก็นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการเริ่มกลับสู่สภาวะปกติ การขาดหายไปของรายได้จากผู้เข้าชมและจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ เพราะผลกระทบของโรคระบาดเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับความสนใจ การกลับเข้ามาในสนามของแฟนบอล นอกจากเสียงเชียร์ระหว่างเกมการแข่งขันจะกลับมาแล้วนั้น รายได้จากผู้เข้าชมจะเป็นสิ่งที่เข้ามาช่วยชีวิตสถานะการเงินของสโมสร โดยเฉพาะในทีมระดับดิวิชั่นล่างๆ ที่การขายตั๋วเข้าชมจำเป็นต่อสถานะทางการเงินของสโมสร

            ด้วยเหตุผลทั้งในด้านของความสนุกสนานหรือสีสันในสนามที่ขาดหายไปและเหตุผลทางด้านผลประโยชน์ทางด้านการเงินของทั้งตัวลีกและสโมสรเองนั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาการได้มีการถกเถียงและหาทางออกร่วมกันมาตลอดจากทุกฝ่าย การนำร่องทดสอบมาตรการและข้อปฏิบัติต่างๆ ได้รับผลทดสอบและผลตอบรับที่ดีจากผู้สังเกตการณ์และผู้เข้าร่วมทดสอบ โดยในส่วนของแฟนบอลก็ได้มีการรณรงค์หรือช่วยกันประชาสัมพันธ์กฎระเบียบและข้อบังคับที่จำเป็นจะต้องปฏิบัติร่วมกันในการกลับเข้าไปชมฟุตบอลในสนามอีกครั้ง

            ในเรื่องของการคัดเลือกแฟนบอลแต่ละรายนั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละสโมสรเป็นคนจัดการซึ่งน่าจะเป็นปัญหาไม่น้อยสำหรับทีมในระดับลีกบนๆ แน่นอนถ้าเกิดไปอยู่ในพื้นที่ที่มีการอนุญาตให้แฟนบอลเข้าไปเพียงแค่ 2,000 คน แฟนบอลทีมเยือนนั้นน่าจะยังไม่อยู่ในข่ายที่ถูกพูดถึงอย่างแน่นอน แต่อย่างน้อยก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการกลับไปสู่สภาวะปกติ             จากทั้งท่าทีการออกมาตอบคำถามต่อสื่อของนายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ก็ดี หรือการพูดคุยหารือกันในระดับผู้บริหารสำคัญๆ ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่มีมาอยู่ตลอด และจะมีการรีบกลับมาพูดคุยกันอย่างจริงจังทันทีอีกครั้งหลังจากการล็อกดาวน์สิ้นสุดลง แต่จากสถานการณ์การต่อสู้กับไวรัสในประเทศอังกฤษตอนนี้และความสำเร็จของการเร่งผลิตวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 นั้น เป็นไปได้ว่าจะไม่ได้รับการไฟเขียวจนกระทั่งหลังช่วงเวลาคริสมาสต์นู่นเลยทีเดียว