ลงหลักปักฐาน

ในที่สุด เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็ต่อสัญญาฉบับใหม่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เรียบร้อยแล้วนะครับ โดยต่อสัญญาไปถึงปี 2023 จากสัญญาเดิมที่จะหมดลงในปี 2021 

ความฝันลึกๆ ของแฟนๆ ปีศาจแดงที่หวังว่าจบฤดูกาลนี้เป๊ปอาจจะมองหาความท้าทายใหม่ ด้วยการโยกมาคุมทีมร่วมเมืองอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ถูกดับฝันสนิทชนิดแนบเนียนแบบไร้รอยต่อกันเลยทีเดียว

นับตั้งแต่ที่เป๊ปแยกทางกับบาร์เซโลน่าในปี 2013 หลังจากที่คุมบาร์ซ่ามา 4 ฤดูกาล เป๊ปไปคุมบาเยิร์น มิวนิค 3 ฤดูกาล และข้ามมาคุมแมนฯ ซิตี้ ในปี 2016 

การที่เขาอยู่กับทีมไหนไม่ได้นาน ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาเหมือนคนมีอาการ “ขี้เบื่อ” คืออยู่กับที่นานๆ ไม่ได้ ดังนั้นการต่อสัญญาของเขากับแมนฯ ซิตี้ ออกไปจนถึงปี 2023 จึงทำให้ใครหลายคนค่อนข้างประหลาดใจ เพราะถ้าเขาอยู่กับแมนฯ ซิตี้จนครบสัญญา นั่นหมายความว่าเขาจะคุมทีมเรือใบอาหรับถึง 7 ปีเลยทีเดียว ซึ่งถือว่านานพอสมควรสำหรับโค้ชที่มีภาพลักษณ์ขี้เบื่อแบบเขา

สำหรับผม ถ้าถามว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขาต่อสัญญากับแมนฯ ซิตี้ออกไป ผมว่าเหตุผลหลักมีอยู่สองข้อ ข้อแรกก็คือ “ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก”

เมื่อออกจากบาร์เซโลน่าพร้อมกับความสำเร็จชนิดที่เรียกได้ว่า “นับไม่หวาดไม่ไหว” เขาเลือกไปคุมอีกหนึ่งทีมดังอย่างบาเยิร์น มิวนิค แน่นอนว่าด้วยสภาพทีมกับมันสมองอันปราดเปรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่เขาจะพาบาเยิร์นเป็นแชมป์บุนเดสลีกา 3 ปีติดต่อกัน

Photo : Fox Sports

แต่ว่าในศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ที่เขาได้แชมป์มาแล้ว 2 ครั้ง ในฐานะผู้จัดการทีมของบาร์เซโลน่า กลายเป็นว่าตลอดทั้ง 3 ปีของเขากับบาเยิร์น มิวนิค เขากลับไม่สามารถพาเสือใต้ไปถึงฝั่งฝันได้เลย แม้จะพาทีมไปได้ถึงรอบรองชนะเลิศทั้ง 3 ปี แต่ทีมของเขาก็ต้องหยุดเส้นทางเพียงแค่นั้น ด้วยน้ำมือของทีมจากสเปนทั้งหมด ไม่ว่าจะ เรอัล มาดริด บาร์เซโลน่า หรือแม้กระทั่ง แอตเลติโก มาดริด

ตอนนั้นเสียงของแฟนบอลทีมต่างๆ เริ่มมีความเคลือบแคลงสงสัยในตัวของเป๊ปว่า นับจากที่ลิโอเนล เมสซี่ ไม่ใช่ลูกทีมของเขา เขาก็ไม่ประสบความสำเร็จในแชมป์เปี้ยนส์ ลีก อีกเลย 

การตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ ยิ่งถูกตอกย้ำให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีก เมื่อเขาข้ามมายังเกาะอังกฤษเพื่อคุมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และปัจจุบันนี้ก็นับเป็นฤดูกาลที่ 5 เข้าไปแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะพาทีมเรือใบอาหรับลำนี้ให้แล่นฉิวเข้าเส้นชัยในศึกแชมป์เปี้ยนส์ ลีก ได้เลย ทำให้ใครหลายคนมองว่า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ไม่มีเมสซี่ “มันก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น” 

นี่คือเหตุผลหลักที่ผมรู้สึกว่าเป๊ปอยากจะพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนได้เห็น ว่าทีมของเขาก็ประสบความสำเร็จในฟุตบอลยุโรปได้ ถึงแม้จะไม่มีลิโอเนล เมสซี่ คอยบัญชาเกมก็ตาม แต่ถ้าสุดท้าย เป๊ปยอมจำนนต่อโชคชะตา ว่าการได้แชมป์ยุโรปของเขาต้องมีเมสซี่ร่วมทีมเสมอ จบฤดูกาลนี้อาจจะมี “บิ๊กเซอร์ไพรส์”

ส่วนอีกข้อหนึ่ง นั่นก็คือ “งบประมาณของสโมสร” ตั้งแต่บาร์เซโลน่า มาบาเยิร์น มิวนิค จนมาถึงแมนฯ ซิตี้ เห็นชัดว่าเป๊ปจะไม่คุมทีมที่ “ไม่มีตังค์”

ทุกทีมที่เป๊ปคุม จะต้องมีเงินป้อนให้เป๊ปได้จับจ่ายใช้สอยได้ตามอำเภอใจ อยากได้ใครต้องปิดดีล ดังนั้นด้วยสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ มีไม่กี่ทีมที่ยังสนองนโยบายของเป๊ปได้อยู่ ที่ยอมทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อคว้าคนที่เป๊ปต้องการ

ทีมใหญ่หลายทีมเจอพิษโควิดเข้าเล่นงาน นอกจากผู้เล่นจะป่วยแล้ว การเงินของหลายสโมสรก็ป่วยตามไปด้วย หลายสโมสรต้องดำเนินนโยบายรัดเข็มขัด ไม่พร้อมทุ่มเงินเพื่อดึงสตาร์ดัง เช่น เรอัล มาดริด เป็นต้น

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของทีมเงินถังอย่างแมนฯ ซิตี้ ซัมเมอร์ที่ผ่านมา แม้จะมีวิกฤตโควิด-19 แต่แมนฯ ซิตี้ก็ยังทุ่มเงิน 45 ล้านยูโร เพื่อดึง นาธาน อาเก้ เข้ามาเป็นแค่ “อะไหล่” ในแนวรับ และควักอีกร่วมๆ 70 ล้านยูโรกับรูเบน ดิอาส เท่ากับว่าเอาแค่กองหลัง 2 คน เรือใบสีฟ้าจ่ายไปวอดวายเกิน 100 ล้านยูโร แสดงให้เห็นว่า พวกเขายังมีเงินให้เป๊ปได้ใช้จ่ายอย่างสนุกมือในวันที่หลายๆ ทีมใหญ่ต่างต้องรัดเข็มขัดกันทั้งนั้น

และในเมื่ออนาคตของเป๊ปเป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะอยู่กับแมนฯ ซิตี้ต่อแน่ๆ บรรดาลูกทีมก็น่าจะอุ่นใจขึ้นมาว่าเจ้านายยังไม่ทิ้งกันไปไหน เป๊ปเองก็สามารถทุ่มสมาธิกับการไล่ล่าความสำเร็จได้เต็มที่  ทีนี้ก็เหลือแค่ว่า จะทำอย่างไรที่จะกระชากลิเวอร์พูลให้ลงจากบัลลังก์พรีเมียร์ ลีก และที่สำคัญกว่านั้น จะทำอย่างไรที่จะก้าวขึ้นไปคว้าถ้วยใบใหญ่ของฟุตบอลสโมสรยุโรปโดยที่ไม่มีลีโอเนล เมสซี่ ได้เสียที