ยุคผลัดใบ? ส่องสถิติเหล่ายักษ์ใหญ่ในยุโรปที่ติดอาการป่วยไปตามๆ กัน (ตอนที่1)

ในโลกฟุตบอลนี้มีลีกใหญ่ยุโรปอยู่จำนวนห้าลีกที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ได้แก่ พรีเมียร์ ลีก, ลาลีกา, เซเรียอา, บุนเดสลีกา และลีกเอิง (อังกฤษ, สเปน, อิตาลี, เยอรมัน และฝรั่งเศส)  ซึ่งแต่ละลีกก็มีสเน่ห์ที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเหล่าแชมเปี้ยนของแต่ละลีกนั้นในยุคหลังนั้นมักจะมีหน้าเดิมๆ             พรีเมียร์ ลีกก็เป็นการขับเคี่ยวระหว่างทีมท็อป 6 แต่แชมป์โดยส่วนมากก็วนอยู่ที่แมนฯ ยูไนเต็ด เชลซี แมน ซิตี้เสียเป็นส่วนมาก นานๆ ทีถึงจะมีเทพนิยายอย่างเลสเตอร์เกิดขึ้น รวมไปถึงลิเวอร์พูลที่เพิ่งเริ่มสร้างตำนานของตัวเอง ส่วนของลีกสเปนและเยอรมันก็เป็นการลุ้นกันระหว่างสองมหาอำนาจในประเทศอย่าง เรอัล มาดริด-บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มิวนิค-โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยิ่งถ้าลีกอิตาลีและฝรั่งเศสยิ่งแล้วใหญ่เนื่องจากจับจองสัมปทานโดยยูเวนตุสและปารีส แซงต์ แชร์กแมงต์ในช่วงหลัง

แต่ในซีซั่นนี้มันเกิดอาการราวกับว่าทีมเหล่านี้เริ่มเกิดอาการติดเชื้อตามกัน ตัวอย่างแรกที่เห็นได้ชัดเจนคือพรีเมียร์ ลีก จากตารางข้างบนจะเห็นว่าเหล่าทีมยักษ์ทั้งหลายเริ่มออกอาการเอาตัวไม่รอดในฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลรั้งอันดับสามในสถิติทีมที่มีเกมรับแย่ที่สุด เสียไปแล้ว 16 ประตูจากการลงเล่น 8 นัด แมนฯ ซิตี้ที่ขึ้นชื่อเรื่องเกมรุกก็ปืนฝืดไปซะดื้อๆ พวกเขาไม่สามารถพังตาข่ายได้มากกว่าหนึ่งลูกในเกม 5 นัดหลังสุดในลีก สถิติการเก็บแต้มเฉลี่ยในฤดูกาลนี้ก็ลดลงเหลือเพียงแค่ 1.72 แต้มต่อเกม น้อยลงกว่าปีที่แล้วที่ทำได้ 2.13 และในปีก่อนหน้านั้นเคยทำไว้ถึง 2.58 แต้มต่อเกมเลยทีเดียว ทีนี้เรามาดูกันว่าในแต่ละลีกเป็นอย่างไรกันบ้าง

สเปน

            หลังการขับเคี่ยวกันอย่างยาวนานของทั้งสองมหาอำนาจ ปีนี้ดูเหมือนจะเป็นปีที่ยักษ์คู่นี้เจ็บหนักที่สุด เรอัลมาดริดมีปัญหาเรื่องการยืนระยะในเกมลีกมานานหลายปี แต่ก็รอดตัวไปได้เนื่องจากได้ถ้วยยุโรปมาช่วยกู้หน้าไว้ แต่ในปีนี้มันเกิดปัญหารุมเร้าเข้ามาหลายประเด็น โดยเฉพาะปัญหาส่วนบุคคล การเซ็นสัญญา เอเด็น อาซาร์ ที่หมายมั่นปั้นมือจะเป็นเดอะแบกคนต่อไปก็ไม่เข้าเป้า มาร์เซโล่ก็หมดยุคของเขาแล้ว ลูก้า โยวิชยังตีนบอดต่อเนื่อง (แต่ยิงได้ในทีมชาตินะ) กองหลังอย่าง เอเดร์ มิลิเตา ก็ยังเชื่อใจไม่ค่อยได้ ขนาดตัวจริงอย่าง ราฟาเอล วาราน ก็ยังออกอาการเหวอบ่อย นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ คาริม เบนเซม่า ที่เล่นแง่กับเพื่อนร่วมทีมอีกด้วย

            ปัญหานอกสนามย่อมส่งผลถึงฟอร์มการเล่น ในปีนี้ ราชันชุดขาวเปิดโอกาสให้คู่แข่งส่องเฉลี่ยถึง 10.5 ครั้งต่อเกม ในขณะที่ปีที่แล้วทำได้เฉลี่ย 8.6 ครั้งต่อเกม เปิดโอกาสให้คู่แข่งผ่านบอลในกรอบเขตโทษเฉลี่ย 7.0 ครั้งต่อเกมเทียบกับปีที่แล้วที่ 5.1 ครั้งต่อเกมเท่านั้น เรียกได้ว่ายุ่ยเป็นกระดาษสุดๆ สำหรับมาดริดในปีนี้

            ในฟากบาร์เซโลน่าเองก็แย่ไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่เรื่องราวการเมืองภายในสโมสร การเลือกตั้งประธาน เสียงวิจารณ์โค้ช และแย่ที่สุดคือการที่ ลิโอเนล เมสซี่ เริ่มรู้สึกไม่มั่นคงกับต้นสังกัด งานนี้เรียกได้ว่าเจ้าบุญทุ่มราวกับโดนมีดกรีดอก ฝั่งกุนซืออย่าง โรนัลด์ คูมันน์ เองพยายามที่จะทำบาร์เซโลน่าในแนวทางของตน แต่ทว่ามันดันไม่เวิร์ค โดยในปีนี้บาร์เซโลน่าสามารถทำแต้มเฉลี่ยได้เพียงแค่ 1.57 แต้มต่อเกมเท่านั้น เปอร์เซ็นต์การครองบอลที่เคยเป็นสิ่งที่ภูมิใจก็ลดลงจาก 68% ในซีซั่นก่อนเหลือ 61% สถิติในการเข้าเพรสซิ่งเองก็ลดลง นักเตะที่เซ็นเข้ามาเพื่อเป็นความหวังอย่าง อองตวน กรีซมันน์ ก็ออกหาปลาเป็นชาวประมงเป็นอาชีพหลัก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าในตอนนี้ท็อปทรีของตารางลาลีกาไม่มีเจ้าบุญทุ่มและราชันชุดขาว ทีมที่พุ่งขึ้นมาสุดๆ กลับเป็น เรอัลโซเซียดาด แอตฯ มาดริด และ บียาร์เรอัล ซึ่งเหล่ากูรูก็เก็งว่าในเร็ววันนี้อาจถึงทีของตราหมีที่จะครองบัลลังก์บ้าง