From hero to zero

Philip anthony jones ชื่อนี้อาจไม่คุ้นหูแฟนบอลมากนัก แต่ถ้าเป็น phil jones แฟนบอลทุกรายคงร้องอ๋อกันแน่นอน เรื่องราวในวัยเด็กของโจนส์ไม่ต่างจากชีวิตนักฟุตบอลทั่วๆ ไป เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมท้องถิ่น มีความโดดเด่นทั้งด้านรูปร่างและฝีเท้าตั้งแต่เด็ก สมัยลงเล่นบอล7คน เพื่อนๆ เล่าว่า โจนส์รับทำหน้าที่ทุกอย่างในเกม ป้องกัน ทำเกม ทำประตู จนอายุ8ขวบ โจนส์ก็ได้ไปเล่นกับทีม U-10 ของทีมสมัครเล่นแล้ว อายุได้9ขวบ แมวมองทีมแบล็กเบิร์นก็ไปสะดุดเข้ากับผลงานของเจ้าหนูโจนส์ แต่ในช่วงแรกสโมสรแค่ทาบทามให้ไปเป็นแมสคอทให้กับทีมก่อน โจนส์รีบตอบรับเพราะทั้งตัวเขาเองและพ่อเป็นแฟนพันธ์แท้ของสโมสรขนาดที่ว่าไม่เคยพลาดเกมเหย้าเลย ก่อนที่อีกหนึ่งปีต่อมาสโมสรจะเรียกไปทดสอบฝีเท้า โจนส์ก็ผ่านฉลุย และหลังจากฝึกฝนอยู่นาน โจนส์ในวัย 17 ปี พร้อมแล้วสำหรับเกมพรีเมียร์ลีก

2009/2010 เริ่มต้นอย่างโดดเด่น โจนส์ถูกดันขึ้นชุดใหญ่ในปี 2009 ซึ่งขณะนั้นคุมทีมโดยแซม อัลลาไดส์ แบล็กเบิร์นในช่วงนั้นเป็นทีมระดับกลางๆ ค่อนมาทางครึ่งล่างของตาราง ในแต่ละปีจุดมุ่งหมายทีมก็เล่นประคองตัวแค่เพียงให้อยู่รอดในลีกสุดสุด ดาวดังของทีมในขณะนั้นตัวหลักที่ขาดไม่ได้เลยคือ มอร์เต้น แกมป์ พีเตอร์เซ็น กับ คริสตอฟ แซมบ้า ส่วนผู้เล่นคนอื่นๆ ที่พอคุ้นหูอยู่บ้างก็เช่น เอลฮัดจิ ดิยุฟ มิเชล ซัลกาโด้ สเตเฟ่น เอนซองซี่ พอลโรบินสัน ในฤดูกาลแรกโจนส์ได้รับโอกาศในช่วงท้ายๆ ฤดูกาล ลงเป็นกองกลางบ้าง กองหลังบ้าง ลงสนามในลีก9นัด และบอลถ้วยอีก3นัด หนึ่งในนั้นเป็นการเจอกับเชลซี และโจนส์ได้รับเลือกเป็นแมนออฟเดอะแมทช์จากผลงานการตามประกบดร็อกบา เสียงตอบรับจากแฟนบอลเป็นไปในทางที่ดี แบล็กเบิร์นจบด้วยอันดับที่ 10 ในตาราง

Photo : taringa

ฤดูกาล2010/2011 เปิดฉาก อัลลาไดซ์คิดว่าเจ้าหนูวัย 18 คนนี้พร้อมแล้วสำหรับบอลพรีเมียร์ลีก โจนส์ ลงเล่นเป็นตัวจริงในตำแหน่งกองกลางตัวตัดเกม ตั้งแต่นัดแรกและยึดตัวจิงมาโดยตลอด ก่อนได้รับบาดเจ็บ จนต้องพักไปกว่าสามเดือน หายเจ็บกลับมาแล้วก็ยังยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างต่อเนื่อง จบฤดูกาล โจนส์ลงสนามในลีกให้แบล็กเบิร์นไปทั้งหมด 26 นัด เรียกได้ว่าแจ้งเกิดอย่างสวยงาม แต่โดยรวมแบล็กเบิร์นกลับทำได้ไม่ดีนัก จบด้วยอันดับ 15

เกมนัดรองสุดท้าย แบล็กเบิร์นเปิดบ้านพบแมนยู แมนยูต้องการแต้มเพื่อคว้าแชมป์ลีก และก็จบเกมด้วยการเสมอ 1:1 หลังเกมก็เป็นที่แน่นอนว่า บรรยากาศเป็นการซ้อมฉลองแชมป์เล็กๆ ของทางแมนยู แต่มีสิ่งหนึ่งที่กวนใจของเซอร์อเล็กซ์หลังเกม นั่นก็คือฟอร์มการเล่นของเจ้าหนูโจนส์ สามสิ่งที่เซอร์อเล็กซ์ชอบมากในตัวของเด็กวัย 18 คนนี้คือ การตัดสินใจ ความเป็นผู้นำ แล้วทักษะในการเล่นกองหลัง และไม่นานเกินรอหลังจบฤดูกาล โจนส์ก็ได้ย้ายมาอยู่แมนยูเป็นที่เรียบร้อย ก่อนที่จะย้ายมาแมนยู มีข้อเสนอจากทั้ง เชลซี แมนฯซิตี้ และ อาร์เซน่อลยื่นเข้ามา แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาในการตัดสินใจของโจนส์เลย ในช่วงนั้นมีนักเตะคนไหนบ้างที่จะปฏิเสธการย้ายมาแมนยูโดยการคุมทีมของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อีกทั้งจากแบล็คเบิร์นขับรถมาที่แมนเชสเตอร์ยังใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น

Photo : Sports Mole

2011/2012 ดวงยังพุ่งต่อเนื่อง

ที่แมนเชสเตอร์ ถ้าโจนส์คาดหวังจะเล่นในตำแหน่งกองกลาง คู่แข่งของเขาก็จะมี คาร์ริค (29) เฟลทเชอร์(27) แอนเดอร์สัน(23) เคลฟเวอรี่  (21) ส่วนในแผงเซ็นเตอร์นั้น คู่ประจำคือ วิดิช (29) กับเฟอร์ดินาน (32) คู่นี้เล่นได้แข็งแกร่งและลงตัวมาก มากขนาดที่ได้รับการโหวตเป็นคู่เซ็นเตอร์ที่ดีที่สุดของแมนยูในยุคพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว สำรองในตำแหน่งนี้ก็ยังมีอีแวนส์ (23) อีกหนึ่งคน ส่วนสมอลลิ่งนั้นช่วงแรกกับแมนยูตำแหน่งประจำจะเป็นแบคขวาซะมากกว่า

เริ่มฤดูกาล โจนส์เปิดตัวอย่างเป็นทางการตั้งแต่เกมคอมมูนิตี้ชีลด์ โดยได้ลงมาเล่นในครึ่งหลังเต็มๆ แทนเฟอร์ดินาน ส่วนในเกมลีกนัดแรกก็เช่นเดียวกัน หลังจากนั้นวิดิชก็เจ็บยาว เฟอร์ดินานเองก็เหมือนมีอาการบาดเจ็บลงได้บ้างไม่ได้บ้าง โอกาศของโจนส์มาถึงแล้ว ตั้งแต่นัดที่สองเป็นต้นมา โจนส์ลงเป็นตัวจริงให้กับแมนยูทุกนัดในตำแหน่งเซ็นเตอร์บ้าง แบคขวาบ้าง แปปเดียวผ่านไป 8 นัด แมนยูชนะ 6 เสมอ 2 เรียกว่าอยู่ในฟอร์มแชมป์ตั้งแต่เริ่มฤดูกาล และโจนส์เองก็ถูกเรียกเข้าไปติดทีมชาติชุดใหญ่แล้ว ณ ตอนนี้

หนึ่งในไฮไลท์ที่สำคัญของฤดูกาลนี้คือนัดที่ 9 นี่เอง แมนยูเปิดบ้านทำศึกดาร์บี้แมตช์กับแมนฯซิตี้ของมันชินี่ เกมนี้โจนส์ถูกดร็อปเป็นสำรองเป็นแรกในรอบ 8 นัด คู่เซ็นเตอร์เป็น เฟอร์ดินานกับอีแวนส์ กลางรับใช้ แอนเดอร์สันกับเฟลท์เชอร์ ครึ่งแรกจบด้วยแมนฯซิตี้ขึ้นนำ 1:0 จากบาโลเตลี่ ในจังหวะนั้นอีแวนส์เข้ามาบล็อกไม่ทันกลายเป็นบังทางให้เดเกอามองไม่เห็น บอลไหลเสียบเสาเข้าไป หลัวยิงเสร็จเกรียนโอ้ก็สร้างภาพจำให้กับโลกอีกครั้งด้วยการโชว์เสื้อในที่เขียนว่า why always me? ตามหลังลูกเดียวในบ้านแฟนๆ คงไม่วิตกอะไรมากนีก รูปเกมรวมๆ ก็ยังเป็นต่ออยู่มาก แต่เปิดครึ่งหลังมาได้เพียงสองนาที อีแวนส์ทำฟาล์วในจังหวะหลุดเดี่ยวของบาโลเตลี่ โดนไล่ออกจากสนามไป เฟอร์กี้ยังไม่ขยับเปลี่ยนตัว ก่อนโดนลูกที่สองจากบาโลเตลี่คนเดิมในนาที 60 เฟอร์กี้เปลี่นเอาโจนส์กับชิชาร์ริโต้ลง ถอดแอนเดอร์สันกับนานี่ออก แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก เกมนี้เป็นการโชว์ของฝั่งแมนฯซิตี้แทบจะโดยตลอดเวลาที่เหลือ จบเกมแมนฯซิตี้ชนะไป 6:1

เกมต่อมาในลีกแมนยูออกไปเยือนเอฟเวอร์ตัน วิดิชหายเจ็บกลับมาลงสนามยินคู่อีแวนส์ที่ใช้โทษแบนไปแล้วกับเกมลีกคัพ ส่วนโจนส์กลับมาเล่นตัวจริงอีกครั้งในตำแหน่งแบคขวา และหลังจากนั้นก็แทบจะไม่หลุดจากตัวจริง ถ้าไม่ได้ลงเซ็นเตอร์ เฟอร์กี้ก็จะดันโจนส์ไปเล่นขวาแทน บางเกมก็ได้ขึ้นไปเล่นกองกลางเช่นเกมกับลิเวอร์พูล กลายเป็นสมอลลิ่งเองที่ได้รับกาศน้อยลง

ปลายเดือนพฤศจิกายน ประตูแรกของโจนส์มาถึงในเกมแชมป์เปี้ยนส์ลีกกับเบนฟิก้า แต่กลายเป็นว่าเขายิงประตูตัวเอง จบเกมไม่ใครโทษเขาทุกคนเข้าใจได้ว่ามันเป็นลูกที่เล่นได้ยาก เฟอร์กูสันยังมั่นใจในตัวเด็กคนนี้ เขาก็ยังได้ลงสนามต่อไปเรื่อยๆ  และเพียงไม่กี่วันให้หลังเขาก็ยิงประตูแรกให้ตัวเองได้จริงๆ และเป็นประตูโทนช่วยให้แมนยูบุกไปเอาชนะแอสตันวิลล่าได้ ต่อมา 4 วันให้หลัง นัดชี้ชะตาแชมป์เปี้ยนส์ลีก แมนยูไปเยือนบาเซิล ขอเพียงไม่แพ้ แมนยูจะได้เข้ารอบต่อไป เกมนี้โจนส์ทำประตูได้ แต่มันก็ไม่เพียงพอต่อการเข้ารอบเพราะแมนยูแพ้ไป 2:1 ตอนจับสลากแบ่งกลุ่ม ใครๆ ก็มองว่าแมนยูเจองานง่าย เบนฟิก้า บาเซิล และ ทีมที่แทบไม่มีใครรู้จักจากลีกโรมาเนีย แต่หลังจบ 6 นัด ปรากฎว่าแมนยูตกรอบไปเตะยูโรป้าลีกต่อ ในรอบ 32 ทีม ชนะผ่านอาแจกซ์ แต่มาแพ้บิลเบาทั้งไปและกลับ หยุดเส้นทางบอลยุโรปไว้ที่รอบ16ทีม

แมนยูกลับมาโฟกัสกับเกมในลีกอย่างเต็มที่หลังจากไม่เหลือลุ้นในถ้วยใดๆ แล้ว คู่แข่งในปีนั้นของแมนยูคือแมนฯซิตี้ แต้มไล่บี้กันชนิดนัดต่อนัด

นัดที่ 28 ขณะนั้น แมนฯซิตี้นำแมนยูอยู่ 2 คะแนนพลาดท่าบุกไปพ่ายสวอนซี ก่อนกลับมาแก้ตัวเอาชนะเชลซี แต่หลังจากนั้น แมนฯซิตี้เสมอสองนัดรวดกับสโต๊คและซันเดอร์แลนด์ ต่อด้วยการบุกไปพ่ายอาร์เซน่อล ในขณะที่แมนยูชนะรวด

นัดที่ 33 ณ ตอนนั้นแมนยูมีแต้มนำแมนฯซิตี้ไปแล้ว8คะแนน ชนะมาแล้ว 8 นัดรวด บ่อนรับพนันแทบจะปิดราคารับแทงแชมป์ของแมนยูไปแล้ว แมนยูต้องบุกไปเยือนวีแกน กลับกลายเป็นว่าแมนยูแพ้ แมนฯซิตี้ชนะช่องห่างเหลือ5คะแนน ก่อนที่แมนยูจะกลับไปเปิดบ้านถล่มวิลล่าไป 4:0

ในนัดที่ 35 แมนยูเปิดบ้านเจอเอฟเวอร์ตัน โดยแมนยูขึ้นนำได้ 4:2 ก่อนจะโดนยิงคืนนาทีที่ 83 และ 84 จบเกมได้แค่แต้มเดียว ส่วนแมนฯซิตี้ชนะ ช่องว่างถูกลดเหลือเพียง 3 คะแนน และเหมือนดั่งเช่นบทละคร นัดต่อไปแมนยูต้องไปเยือนแมนฯซิตี้

นัดที่ 36 เรียกว่าน่าจะเป็นการตัดสินแชมป์กลายๆ  ก่อนเกมแมนฯซิตี้ตามแค่ 3 แต้ม แต่ลูกได้เสียดีกว่าถึง 6 ลูก บรรยากาศในสนามปรกติของเกมดาร์บี้ก็ถือว่าสุดยอดมากแล้วแต่นัดนี้ดีกรีก็เพิ่มเข้าไปอีกหลายเท่าตัว เกมในสนามแมนฯซิตี้เล่นได้ดีกว่า อาจจะไม่ถึงกับพับสนามบุกแต่ก็ได้โอกาศยิงไปถึง 15 ครั้ง แมนยูได้ส่องเพียงแค่ 5 ครั้งและไม่ตรงกรอบเลย จบเกมแมนฯซิตี้ชนะไป 1:0 แต้มในตารางเท่ากับแมนยูแต่ประตูได้เสียดีกว่า 8 ลูก

นัดที่ 37 ทั้งคู่เก็บชัยชนะได้ด้วยกันทั้งคู่ ก่อนที่นัดที่ 38 ไฮไลท์ปาฏิหารย์ของแมนฯซิตี้ในวินาทีสุดท้ายของเกม อเกวโร่ยิงทดเจ็บพาทีมปาดหน้าได้แชมป์ไปในที่สุด แมนยูจบฤดูกาลด้วยแชมป์คอมมูนิตี้ชิลด์เพียงรายการเดียวเท่านั้น

Photo : ESPN.in

สำหรับทีมแล้วอาจจะเป็นปีที่ผลงานที่ไม่ดีนัก ทั้งในบอลถ้วยต่างๆ  แต่สำหรับโจนส์แล้ว นี่เป็นการเปิดตัวที่ยอดเยี่ยมมากๆ ของเขากับแมนยู  เขาลงเล่นไป 30 กว่านัดทั้งบอลลีกบอลถ้วย มากกว่าปีที่แล้วที่ลงเล่นให้แบล็คเบิร์นเสียอีก

ฟาบิโอ คาเปลโล่ ซึ่งขณะนั้นเป็นโค้ชทีมชาติอังกฤษเคยให้สัมภาษณ์ว่า “โจนส์ทำให้ผมนึกถึง ฟรังโก้ บาเรซี่ หรือ เฟอนันโด เอียโร่ “

เฟอร์กูสันเองก็พูดถึงโจนส์ไว้หลายครั้ง “โจนส์อาจเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดที่เรามีไม่ว่าผมจะส่งเขาลงตรงไหน เมื่อเขาอายุ 21 เขาจะเป็นปากฎการณ์ใหม่ของโลกฟุตบอล ผมคิดว่าเขาเล่นได้ทุกตำแหน่งซะด้วยซ้ำ” “เขาเป็นนักเตะที่มีอิทธิพลต่อทีมมาก สัญชาตญาณและการอ่านเกมของเขาอยู่ในระดับที่สุดยอด”

แต่ครั้งที่เป็นที่จดจำมากที่สุดแล้วมีการเอามาพูดซ้ำอยู่ตลอด ก็คือเมื่อตอนที่โจนส์ย้ายมาร่วมทีมแมนยู “ Jones, arguably the way he is looking, could be our best ever player “ เฟอร์กูสันมองว่าโจนส์นั้นสามารถก้าวไปเป็นระดับตำนานของสโมสรได้เลย

เฟอร์กูสันนอกจากจะเป็นโค้ชที่คุมทีมเก่งแล้ว เรื่องจิตวิทยาก็ขึ้นชื่อมากเช่นเดียวกัน ทั้งการพูดคุยกับลูกทีม การให้สัมภาษณ์หลายต่อหลายครั้งในเชิงจิตวิทยาหรือเราอาจเรียกได้ว่า มันคือสงครามประสาทที่มักทำให้ฝ่ายตรงข้ามนั้นสูญเสียสมาธิในการต้องพบกับแมนยู ๆ ความรู้ทางด้านจิตวิทยานั้นยังช่วยให้สามารถวิเคราห์ะผถึงสภาพจิตใจและทรรศนะคติของผู้เล่นด้วย เฟอร์กูสันนั้นชอบผู้เล่นที่ใจสู้ มีความกระหาย และไม่ยอมแพ้ โจนส์เองน่าจะเป็นหนึ่งในคนที่ตอบโจทย์เฟอร์กูสันมากที่สุด ผลงานของเขากับแบล็กเบิร์นและแมนยูในปีแรกก็ช่วยพิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่ทุกคนพูดถึงเขานั้น ไม่ได้เกินจริงเลย

2012/2013 แชมป์แรก กับ จุดเริ่มต้นของปัญหา

ฤดูกาลนี้แมนยูมาพร้อมกับความแค้นเต็มพิกัด ฟานเพอซี่กับคากาวะถูกซื้อเข้ามาร่วมทีม แม้จะเปิดฤดูกาลด้วยการแพ้เอฟเวอร์ตัน แต่หลังจากนั้นอะไรก็หยุดแมนยูไม่ได้แล้ว 29 นัดต่อมา แมยูแพ้แค่ 2 เสมอแค่ 2 ชนะไป 25 หนึ่งในชัยชนะนั้นคือการบุกไปเอาชนะแมนฯซิตี้ที่เอธิฮัต 3:2 ด้วยประตูชัยในนาทีสุดท้ายของฟานเพอร์ซี่

ก่อนเกมนัดที่ 31 ที่แมนยูจะเปิดบ้านรับการมาเยือนของแมนฯซิตี้ แมนยูมี 77 คะแนน แมนฯซิตี้มี 59 คะแนน ตอนนี้แฟนๆ มั่นใจแล้วว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย แมนยูแพ้แมนฯซิตี้คาบ้าน และแพ้ไปอีก 2 เกมก่อนจบฤดูกาล แต่แมนยูก็ได้แชมป์ไปครองด้วยแต้มห่างจากแมนฯซิตี้อันดับ2ถึง11แต้ม ความบังเอิญที่น่าแปลกคือ แมนยูมีผลแพ้ชนะเท่าฤดูกาลที่แล้วเป๊ะ ชนะ 28 เสมอ 5 แพ้ 5 แมนยูได้แชมป์ลีกสมัยที่ 20 และโจนส์ได้แชมป์แรกในอาชีพค้าแข้งของเขา ฟอร์มของเขาพัฒนาขึ้นมากไหม ลงสนามแทบทุกนัดรึเปล่า? คำตอบคือเปล่าเลย โจนส์ได้รับเจ็บที่หลังช่วงก่อนเปิดฤดูกาล พอหายก็มาบาดเจ็บที่หัวเข้าเพิ่มอีก กว่าจะได้ลงตัวจริงครั้งแรกก็ปาไปนัดที่ 17 ด้วยระดับการเล่นที่ยังถือว่าดีอยู่ แต่แล้วช่วงท้ายฤดูกาล โจนส์ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้า ทั้งฤดูกาลเขาลงตัวจริงในลีกไปแค่ 13 นัดเท่านั้น

Photo : EssentiallySports

2013/2014 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงกับดวงที่เปลี่ยนไป

เฟอร์กี้วางมือ เดวิด มอยส์ คือผู้ที่ถูกมอบหมายให้มาสานต่อตำนานของแมนยู แมนยูซื้อตัวเฟลไลนี่และมาต้ามาเสริมทัพ ทั้งคู่พึ่งอายุ 24 ถือว่ากำลังสดสุด ฟอร์มการเล่นก็กับทีมเก่าก็อยู่ในระดับท็อปๆ ของลีก โจนส์ในยุคของมอยส์ลงตัวจริงตั้งแต่เริ่มฤดูและยึดตัวจริงตลอดมา ไม่ว่าจะลงเซ็นเตอร์หรือแบคขวา อุปสรรคเดียวในการลงสนามของโจนส์คือการบาดเจ็บ เขาเจ็บหลายครั้งระหว่างฤดูกาลแม้อาการจะไม่หนักหนาสาหัสมาก แต่ก็เริ่มสร้างความหงุดหงิดให้ตัวเขาเองและแฟนบอล

หลังผ่านพ้นช่วงแรกของฤดูกาล แมนยูไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่เรียกว่าลุ้นแชมป์ได้เลย ฟอร์มลุ่มๆ ดอนๆ  ทั้งๆ ที่นักเตะดูแล้วดีกว่าปีที่แล้วด้วยซ้ำไป จำเลยในเรื่องนี้คงหนีไม่พ้นมอยส์นั่นเอง ใส่ที่แฟนแมนยูรับไม่ได้มากในปีนี้คือ พวกเขาแพ้ทั้ง 2 นัดในแมนเชสเตอร์ดาร์บี้และศึกแดงเดือด ช่วงกลางถึงท้ายฤดูกาลก็ทยอยตกรอบไปทีละรายการ กระแสปลดมอยส์ถาโถมเข้าใส่บอร์ดบริหารอย่างหนัก ซึ่งจริงๆ แล้วมีข่าวว่าบอร์ดบริหารตั้งใจจะปลดหลังจบฤดูกาล แต่แฟนบอลของแมนยูนั้นทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว แมนยูจึงปลดมอยส์และให้กิ๊กส์คุมทีม 4 นัดที่เหลือ และสุดท้ายแมยูจบฤดูกาลด้วยอันดับ 7

โจนส์เองนั้นถึงแม้จะบาดเจ็บไปหลายครั้ง แต่ในบรรดากองหลังในทีมด้วยกัน โจนส์ลงเล่นให้กับแมนยูมากที่สุดทั้งในลีกแล้วถ้วยยุโรป แต่ฟอร์มเขากลับไม่พัฒนาขึ้นอย่างที่ดาวรุ่งควรจะเป็น ตรงกันข้ามสื่อทุกสำนักสรุปผลงานของเขาว่าแย่ลงอย่างมากในปีนี้ การเข้าบอลสกัดบอลไม่เด็ดขาด ดูสูญเสียสมาธิและความมั่นใจในการเล่นไปมาก

ปีต่อมาฤดูกาล 2014/2015 ฟานกัลมาทำหน้าที่โค้ชคนใหม่ เฟอร์ดินานกับวิดิชออกจากทีม โรโฮเข้ามาเสริมในแผงหลัง แมนยูแม้เริ่มต้นฤดูกาลแบบสุกช็อคโดยไม่ชนะเลยใน 3 นัดแรก แพ้สวอนซี เสมอซันเดอร์แลนด์และเบิร์นลี่ แต่หลังจากนั้นก็เริ่มจูนติด กอบโกยแต้มจนกลับมาอยู่ในกลุ่มลุ้นแชมป์ ในช่วงโค้งสุดท้ายแมนยูชนะมา 6 เกมรวดก่อนจะเจอกับเชลซีในเกมเยือน ผลการแข่งขันคือแมนยูแพ้ และอีกสองนัดต่อมาก็แพ้ในการไปเยือนเอฟเวอร์ตัน และแพ้คาบ้านให้กับเวสต์บรอมวิช การลุ้นแชมป์ของแมนยูในฤดูกาลนี้จบลงและประคองตัวจบที่ 4

โจนส์เองฟอร์มการเล่นเริ่มกลับมาเข้าที่เข้าทางมากขึ้น แต่ก็ยังไม่กลับไปเป็น ฟิล โจนส์ ในแบบเดิมที่ทุกคนหวัง ปัญหาเดิมของเขาคือ เขาบาดเจ็บบ่อยอีกแล้ว และไม่เพียงแต่โจนส์เท่านั้น โรโฮ สมอลลิ่ง อีแวนส์ สลับเปลี่ยนหมุนเวียนเดินเข้าโรงหมอกันเป็นว่าเล่น บางช่วงขาดเซ็นเตอร์จนต้องดึง แพ็ดดี้ แมคแนร์ กับ ไทเลอร์ แบล็คเก็ต จากทีมเยาวชนขึ้นมาช่วย ปัญหาการบาดเจ็บของกองหลังนั้นทำได้ฟานกัลได้รับเครดิตในการทำทีมอยู่บ้าง ทีมพิการขนาดนี้ยังประคองตัวลุ้นแชมป์ได้จนถึงช่วงท้ายฤดูกาล และที่สำคัญคัญ แมนยูเก็บชัยชนะทั้งสองนัดในศึกแดงเดือดได้ด้วย

โจนส์เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ในยุคของฟานกัลนั้น นอกจากปัญหาอาการบาดเจ็บแล้ว ผมเริ่มรู้สึกถึงอนาคตในทีมที่อาจจะไม่สดใสแล้วอีกต่อไป ผมรู้สึกว่าฟานกัลไม่มีความเชื่อมั่นในตัวผมเลย” จากสถิติแม้โจนส์จะลงเล่นมากกว่าทั้งสมอลลิ่ง โรโฮ และอีแวนส์ แต่ผลงานในปีนั้น โรโฮ และ สมอลลิ่ง ดูจะโดดเด่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยรายหลังนั้นซัดไปถึง 4 ประตูในลีกด้วย

ฤดูกาลต่อมาโจนส์ก็ยังวนเวียนอยู่กับอาการบาดเจ็บ ได้ลงตัวจริงในลีกแค่ 6 นัด แมนยูจบที่ 5 ในลีกด้วยคะแนนที่เท่ากับแมนฯซิตี้แต่แพ้ประตูได้เสีย(อีกแล้ว)  จะว่าไปแมนยูเสียประตูน้อยมาก แค่ 35 ประตูน้อยที่สุดในลีกปีนั้น แต่ก็ยิงได้แค่ 49 ประตู!!! แชมป์เปี้ยนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่มได้อันดับ 3 โดยที่อยู่ร่วมกลุ่มกับ โวลฟ์บวก พีเอสวีไอโฮเฟ่น ซีเอสเคเอมอสโก ลงไปเล่นยูโรป้าก็โดนคู่แค้นตลอดกาลอย่างลิเวอร์พูลเขี่ยตกรอบ แม้จะได้แชมป์เอฟเอคัพ แต่บอร์ดบริหารก็เลือกที่จะปลดฟานกัล แล้วลองหาทางเลือกใหม่ๆ ดู

2016/2017 เหมือนเกิดใหม่กับคนที่ใช่

แมนยูได้มูรินโญ่เข้ามาคุมทีม และเอริคไบยี่มาเติมในแผงกองหลัง โจนส์นั้นเจ็บ(อีกแล้ว)ตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาล แต่พอหายเจ็บกลับมาคราวนี้เขากลับยึดตำแหน่งตัวจริงได้ยาวๆ  การจับคู่กับโรโฮนั้นค่อนข้างลงตัว และดูว่ามูรินโญ่เองก็จะชื่นชอบและมั่นใจในตัวโจนส์มาก ปีแรกของมูรินโญ่นั้นแมนยูได้แชมป์คอมมูนิตี้ชิลล์ แชมป์ยูโรป้าลีก และแชมป์ลีกคัพ ถึงแม้จะจบลีกด้วยอันกับที่6 แต่ใครจะสนใจหล่ะ ในเมื่อแมนยูได้ไปเล่นแชมป์เปี้ยนลีกในปีหน้า ฟอร์มของโจนส์นั้นดีขึ้นมากตามลำดับแม้จะลงเล่นทั้งฤดูกาลไม่ถึง30นัด แต่ตอนนี้เขาดูมีความสุขและเล่นฟุตบอลได้ในระดับที่เขาเคยทำได้อีกครั้ง

Photo : Eurosport

ปีถัดมาแมนยูเติมลินเดอเลิฟเข้ามาในแผงกองหลังอีกคน ก่อนนัดแรกของฤดูกาล แมนยูแพ้รีลมาดริดในเกมยูฟ่าซุปเปอร์คัพ โจนส์ไม่มีชื่อในเกม แต่พอเริ่มสตาร์ทฤดูกาลโจนส์ปักหลักในตำแหน่งเซ็นเตอร์ให้แมนยูแบบถาวร 8 เกมแรกแมนยูเสียประตูเพียงแค่นัดเดียว จนกระทั่ง(อีกแล้ว) หลังเกมที่ 11 โจนส์ได้รับบาดเจ็บที่แฮมสตริง โดยรอบนี้พักไป3สัปดาห์ ก่อนที่จะเจ็บซ้ำที่เดิมตอนกลางเดือนกุมภาพันธ์ รอบนี้โดนไป 2 เดือน หายเจ็บกลับมาโจนส์ยังตัวจริงในลีกทุกนัดจนมาได้พักเอาในนัดสุดท้ายที่ไม่มีผลอะไรแล้ว ผลงานในถ้วยยุโรปในรอบแบ่งกลุ่มแมนยูเข้ารอบเป็นที่ 1 ก่อนมาพ่ายเซบีย่าในรอบต่อมา ทั้งสองนัดโจนส์ไม่ได้ลงเล่น ส่วนเอฟเอคัพทีมเข้าถึงรอบชิง แต่แมนยูก็แพ้ไป

ในยุคที่โซเชียลมีอิทธิพลอยากมากในโลก วงการฟุตบอลก็เช่นเดียวกัน รายได้ของสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะในรูปแบบบริษัทหรือส่วนบุคคล หลักๆ แล้วก็คือยอดไลค์ยอดฟอลโล่ว์ไม่ว่าจะเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรืออินสตาแกรมเป็นต้น ปัจจัยที่ทำให้สื่อมีชื่อเสียงก็มีหลายอย่าง ความรวดเร็วของข่าว ความน่าเชื่อถือ บทวิเคราห์ะที่น่าอ่าน และที่ผู้เสพในปัจจุบันชอบมากเป็นพิเศษก็คือขายดราม่า เลือกพาดหัวข่าวให้น่าสนใจ ภาพประกอบที่น่าดึงดูด หรือจะเอาแบบที่เรียกว่านั่งเทียนเขียนกันไปเลย

เอฟเอคัพนัดชิงความหวังสุดท้ายของแฟนแมนยู รูปเกมนั้นแมนยูทำได้ดีกว่ามาก ครองบอลได้มากถึง 67% โอกาศยิง 18 ครั้ง ยิงเข้ากรอบ 5 ครั้ง เตะมุม 9 ครั้ง ฝั่งเชลซีได้ยิงแค่ 6 เข้ากรอบแค่ 3 เตะมุม 5 ถ้ามองกันแค่นี้แมนยูดูน่าจะเป็นทีมที่คว้าแชมป์ไปได้ แต่นี่คือฟุตบอล โอกาส 1 ใน 3 ของเชลซีที่ยิงเข้ากรอบนั้นมาจากจุดโทษและเป็นอาซาร์ที่ยิงเข้าไป ส่วนคนที่ทำฟาลว์นั้นก็คือ ฟิล โจนส์

ทีมเล่นดีกว่าแทบจะทุกทางแต่แพ้เพราะจุดโทษ แพะในครั้งนี้โจนส์รับไปเต็มๆ  ข่าวแทบทุกสำนักต้องมีชื่อโจนส์ในพาดหัว แฟนบอลแมนยูบางส่วนที่หัวเสียกับผลการแข่งขันก็พากันถล่มด่าเขาในโซเชียลกันเต็มฟีดข่าวไปหมด สื่อเองเริ่มมีการขุดคุ้ยถึงเรื่องราวของโจนส์มาทำสกู๊ปมากขึ้นอาจเพราะเนื่องด้วยฤดูกาลปิดลงแล้ว ข่าวต่างๆ ไม่มีให้เขียนมากนัก ทำให้เราเห็นข้อความหรือภาพล้อเลียนต่างๆ ของฟิลโจนส์เต็มไปหมด เช่น

“โชคดีมากที่ในยุคผมไม่มีนักเตะอย่างฟิลโจนส์ ไม่งั้นผมคงไม่ได้แชมป์โลก” เปเล่

“เขาอัจฉริยะมาก และน่าจะเหมาะกับปรัชญาฟุตบอลของผม” เป๊ป กวาดิโอล่า

“ไม่มีนักเตะคนไหนในโลก ไม่เว้นแม้แต่เมสซี่กับโรนัลโด้ ยิงประตูเดเกอาได้มากกว่าโจนส์”

รูปภาพล้อเลียนก็เช่นในปี 2015 กับอาร์เซน่อล ในจังหวะที่โจนส์วิ่งตามชิรูลด์ก่อนจะลื่นล้มแต่ก็สามารถเอาหัวพุ่งไปสกัดบอลได้ จังหวะนี้จริงๆ แล้วน่าจะเป็นจังหวะสกัดสกัดบอลที่ยอดเยี่ยมมากๆ ของโจนส์ แต่กลับกลายเป็นว่าโลกโซเชียวเอามาล้อกันสนุกสนาน

Photo : SB Nation

อีกจังหวะคือลูกที่ทำเข้าประตูตัวเองในปี 2012 ในเกมกับนิวคาสเซิล บอลถูกเปิดลอยโด่งเข้ามาในเขตโทษ โจนส์วิ่งเข้าไปถึงบอลก่อน กองหน้าของนิวคาสเซิลก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่กดดันเขาได้เลยแถมเอฟร่ายังตามมาช่วยซ้อน กลับกลายเป็นว่า โจนส์กะจังหวะบอลผิด เขาโหม่งสกัดไม่โดน บอลแฉลบศรีษะลงมาโดนตัวของเขาแล้วไหลเข้าประตูไป

โซเชียลบูลลี่ในครั้งนี้คนที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ ก็คงหนีไม่พ้นตัวโจนส์เอง และมันแทบจะเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะพบเจอสิ่งเหล่านี้ โจนส์โดยปกติแล้วเป็นคนเงียบๆ  สันโดษ ไม่ชอบพบปะผู้คนมากมาย ดังเช่นเมื่อครั้งแต่งงาน มีนักฟุตบอลแมนยูไปร่วมงานแค่หลักสิบ พร้อมกับแขกอีกเล็กน้อย เวลาว่างเขาชอบพักผ่อนอยู่บ้านกับภรรยา ฟังเพลง นอน ว่ายน้ำ เห็นได้ชัดว่า เขาไม่ชอบความวุ่นวายเลย แต่อย่างไรก็ตาม มูรินโยยังหนุนหลังเขาเต็มที่

ช่วงปิดฤดูกาลสื่อถามถึงสถานะของโจนส์ในซีซั่นถัดไป มูรินโญ่ตอบสั้นๆ ว่า “untranferable” ภาษาบ้านเราก็แปลได้ว่า ไม่ได้มีไว้ขายนั่นเอง มูรินโญ่ยังเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับโจนส์อีกว่า “มีนักเตะสามคนในทีมที่ผมจะไม่ขายแน่นอน คือ เดเกอา แรชฟอร์ด และ โจนส์” บอกไม่ได้ว่ามูนั้นตอบไปเพราะต้องการประชดนักข่าวหรือเปล่า แต่นี่อาจช่วยรักษาแผลของโจนส์จากโซเชียลได้ในระดับนึง ซึ่งโจนส์เองก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า “ มีโค้ช3คนที่ทำใหัผมรู้สึกได้ว่า เขาเหล่านั้นเชื่อมั่นในตัวผม อัลลาไดซ์ เฟอร์กูสัน มูรินโญ่ และนั่นทำให้ผมอยากเล่นฟุตบอลกับสโมสรต่อไป”

ฤดูกาล 2018/2019 แผลเดิม

โจนส์เริ่มฤดูกาลด้วยปัญหาการบาดเจ็มแฮมสตริงที่เดิม(อีกแล้ว) กว่าจะลงเป็นตัวจริงนัดแรกได้ ก็ปาเข้าไปนัดที่ 13 ต่อมาในเกมยุโรป โจนส์ก็เป็นจุดสนใจอีกครั้งกับการทำเข้าประตูตัวเองจากจังหวะที่มองแล้วเขานั้นพลาดมากจริงๆ  นัดที่ 17 ในลีก กลางเดือนธันวาคม แมนยูบุกไปแพ้ลิเวอร์พูล 1:3 หลังเกมมูรินโญ่โดนปลด และโซลชาร์เข้ามาทำหน้าที่แทนชั่วคราวก่อนจะได้สัญญาคุมทีมถาวร ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องความฟิตโจนส์ลงเป็นตัวจริงในแผงหลังเกือบทุกเกมในช่วงแรก และสลับลงบ้างในช่วงท้ายฤดูกาล ฟอร์มการเล่นของลูกทีมโซลชาร์ช่วงแรกกับช่วงหลังเปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว จาก ชนะ 10 เสมอ 2 ในช่วงแรก กลายเป็นแพ้ 5 เสมอ2 ชนะ 2 จบฤดูกาลด้วยอันดับ6

ช่วงท้ายฤดูกาลนัดเยือนวูลฟ์นั้น โจนส์โดนโซเชียลเล่นงานอีกครั้ง เกมนี้โจนส์เป็นตัวสำรองถูกเปลี่ยนลงไปในครึ่งหลัง มีจังหวะหนึ่งโจนส์ขึ้นกระโดดแย่งบอลกับ ราอูล ฆิมิเนส แล้วเขาล้มลง ในจังหวะที่เขาพยายามลุกขึ้นมาเล่นต่อ ภาพช้าแสดงให้เห็นถึงสีหน้าของเขาที่สร้างความขบขันให้กับผู้ชมทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ผู้บรรยาย หลังเกมจบลง ภาพนี้กลายเป็นไวรัลกระฮึ่มบนโลกโซเชียล บวกกับการที่แมนยูผลงานไม่ดีในช่วงท้ายโดยมีเขาเป็นตัวหลักในแผงหลัง เป้าโจมตีของแฟนบอลก็ต้องมีเขาเป็นหนึ่งในนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขากลับมาอยู่ในจุดเดียวกับปีก่อนอีกครั้ง ต่างกันคือตอนนี้เขาไม่มีโค้ชคอยหนุนหลังอีกแล้ว ฤดูกาลต่อมาแมนยูเซ็นซื้อกองหลังค่าตัวสถิติโลกอย่างแม็กไกวร์เข้าทีมพร้อมมอบตำแหน่งกัปตันทีมให้ โควต้ากองหลังเหมือนถูกจองไปแล้วหนึ่งที่ สมอลลิ่งออกไปโรม่า เซ็นเตอร์ทางเลือกที่เหลือคือ โจนส์ ลินเดอเลิฟ และไบยี่ ปีนี้โจนส์ไม่มีรายงานถึงอาการบาดเจ็บเลย อาจมีเรื่องความฟิตบ้าง แต่หลักๆ น่าเป็นเรื่องสภาพจิตใจของเขานั่นแหล่ะ ในปีนี้เขาแทบไม่ได้ลงเล่น แม็กไกวร์ลงตัวจริงทุกนัด คู่ของเขาคือลินเดอเลิฟลงตัวจริงไป 35 นัด โจนส์ได้ออกสตาร์ตตัวจริงแค่ 2 ครั้งเท่านั้นในลีก และในถ้วยยุโรปอีก 3 นัด ซึ่งจะว่าไป ลินเดอเลิฟเองนั้นโดยรวมก็ไม่ถือว่าเล่นดีมาก โดนแฟนๆ โจมตีอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อเทียบกับโจนส์ซึ่งตอนนี้กลายเป็นตัวโจ๊กของแมนยูไปแล้ว ลินเดอเลิฟอาจจะดูดีกว่าหน่อย

Photo : Independent.ie

ในฤดูกาลปัจจุบันนี้ โจนส์เองอยู่กับทีมมาปีนี้เป็นปีที่ 10 แล้ว และเขาอายุพึ่งจะ 28 เท่านั้น ถ้าว่ากันตามปกติของอาชีพนักฟุตบอล เขาน่าจะยังเล่นได้อีก 4 ปีเป็นอย่างน้อย แต่ในปีนี้ ฟิล โจนส์ ไม่มีชื่อที่แมนยูส่งลงทะเบียนนักเตะทั้งในลีกและบอลยุโรป ตอนนี้เขาไม่มีตัวตนอีกต่อไปแล้ว และเมื่อมีนักข่าวถามโซลชาร์เกี่ยวกับประเด็นนี้ มีประโยคอยู่ท่อนนึงที่โชลชาร์พูดว่า “การที่จะทำให้นักเตะรู้สึกดีหรือไม่นั้น มันไม่ใช่หน้าที่ของผม” สิ่งที่โซลชาร์พูดนั้นตามหน้าที่แล้วอาจไม่ได้ผิดอะไรมากนัก ในเมื่อเขามีตัวเลือกที่ดีกว่าเขาก็ต้องโฟกัสไปที่ผู้เล่นเหล่านั้นซิ แต่ในแง่ของความเห็นอกเห็นใจในฐานะนักฟุตบอลด้วยกันแล้ว มองได้ว่าโหดร้ายมาก ปีก่อนหน้านี้มีคนเคยสัมภาษณ์โจนส์เกี่ยวกับประเด็นเทสติโมเนี่ยลแมตช์ของตัวเขา โจนส์ตอบกลับไปประมาณว่า “อย่าเลยครับ นอกจากครอบครัวผมแล้ว คงไม่อยากมีใครมาดูหรอก” เป็นคำตอบที่ฟังผ่านๆ อาจเรียกว่าเป็นการตอบแบบขำๆ ก็ได้ แต่ถ้ามองกันลึกๆ แล้ว มันแฝงความรู้สึกด้านได้ลบของเขาไว้หลากหลายอย่าง

เป็นเรื่องน่าเศร้าของนักเตะคนหนึ่งซึ่งน่าจะอยู่ในวัยที่น่าจะเป็นจุดพีคของชีวิตค้าแข้ง จริงอยู่ส่วนนึงอาจเป็นเพราะตัวของโจนส์เอง ทั้งปัญหาการบาดเจ็บและสภาพจิตใจที่เปราะบางของเขา แต่กระแสสังคมก็มีส่วนมากเช่นกัน คุณจะเอาความมั่นใจจากไหนมาเล่นในเมื่อทุกคนในสนามจ้องที่จะหัวเราะเยาะคุณอยู่ คอมเม้นในโซเชียลในเพจดังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเกี่ยวกับแมนยูหรือไม่ ก็มักมีรูปของโจนส์อยู่ในคอมเม้นเกือบทุกครั้ง และมันยังคงจะเป็นเช่นนี้จนกว่าอินเตอร์จะล่มสลาย

โซเชียลบูลลี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น ในวันที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก แต่พฤติกรรมมนุษย์บางส่วนกลับดูเสื่อมถอย ผู้คนส่วนนึงใช้อินเตอร์เน็ตเป็นที่ระบายอารมณ์ การดูถูกเหยียดหยาม ก่นด่า ล้อเลียนมนุษย์ด้วยกัน มีให้เห็นในแทบทุกที่ ลองตัวอย่างในบ้านเราเวลามีข่าวคนทำความผิดผลาด แล้วสื่อตีให้เป็นกระแส ก็มักจะเกิดเหตุการณ์ทัวร์ลงทุกครั้ง คอมเม้นก็จะมีตั้งแต่เบาสุด เช่น”ผิดแล้วยอมรับผิดต่อไปก็ปรับปรุงตัวนะ” ไปจนถึงแบบรุนแรง ดูถูกหน้าตารูปลักษณ์ ล้อเลียนถึงชาติกำเนิด สาปแช่งทั้งเจ้าตัวและครอบครัวเป็นต้น

Photo : manutd.com

มนุษย์เราเกิดมาล้วนแล้วแต่เคยผิดผลาดด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะด้วยการกระทำ คำพูดหรือความคิด จะมากจะน้อย จะมีคนเห็นหรือไม่ จะเป็นข่าวรึเปล่า ต่างกรรมต่างวาระ ต่างยุคสมัย ต่างวันเวลา บางครั้งนักโทษในอดีตก็กลับกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ในวันนี้ วีรบุรุษในวันนี้ก็อาจเป็นอาชญากรในวันข้างหน้าได้เช่นเดียวกัน สิ่งที่โจนส์ได้รับในวันนี้มันไม่ใช่คำตัดสินจากศาล แต่เป็นจากสังคมโซเชียล ผู้จัดการทีมและแฟนบอลต่างก็หันหลังให้ โดนล้อเลียนเยาะเย้ยแทบจะรายวัน สิ่งที่โจนส์ทำผิดนั้นคืออะไร? ความผิดผลาดในเกมนั้น มันคือส่วนนึงของฟุตบอล และแทบไม่มีนักเตะคนไหนหลีกเลี่ยงได้ มีคนอีกหลายคนที่คอยให้กำลังใจและเฝ้าคอยให้โจนส์นั้นปีนข้ามกำแพงอันสูงชัน กลับมาเจิดจรัสในโลกฟุตบอลในแบบที่เฟอร์กูสันนั้นเคยเชื่อมั่นในตัวเขา และหวังว่ามันคงไม่นานเกินรอ

#StopSocialBully