ของจริง หรือ ของปลอม

ฤดูกาล 2014/2015 ในศึกแชมป์เปี้ยนชิพอังกฤษ โจเซฟ โกเมสในวัย 17 ปี ลงเล่นฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรกกับสโมสรชาร์ลตัน ตำแหน่งประจำคือแบคขวาเป็นหลัก มีขยับเข้ามาเป็นเซ็นเตอร์บ้าง โดยสรุปรวมทั้งฤดูกาล โจลงเล่นไป 21 นัดในลีก ทำไปได้ 1 แอสซิส ชาร์ลตันจบฤดูกาลด้วยอันดับที่12 ถือว่าเป็นการเริ่มต้นอาชีพที่ดีของโจ

Photo : Liverpool Echo

ย้อนหลังกลับไปช่วงอายุได้8ขวบ โจลงเล่นฟุตบอลในซันเดย์ลีกในบริเวณตอนใต้ของลอนดอน เขาชอบเล่นแบคขวาและเซ็นเตอร์ ขวัญใจของเขาคือ ริโอ เฟอร์ดินาน เล่นมาได้ประมาณสองปีก็มีแมวมองของสโมสรชาร์ลตันมาติดต่อให้ลองไปคัดตัวโดยใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ ผลปรากฎว่า โจไม่ผ่านการคัดตัว!!! เขาคาดหวังไว้มากที่จะผ่านการคัดตัว ความผิดหวังนี้มันเกินกว่าเด็กวัย10ขวบจะรับได้โจแทบหมดใจจากฟุตบอล ไม่โผล่ไปที่สนามฟุตบอลในซันเดย์ลีกเป็นเวลาหลายเดือน

ไม่กี่เดือนต่อมา โจได้รับการติดต่อจากสโมสรชาร์ลตัน ให้เข้าไปรับการคัดตัวอีกครั้ง สำหรับโจมันเหมือนฟ้าหลังฝน ไฟในตัวถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง แต่……ลินดาผู้เป็นแม่มีกลับมีความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก หลังจากเฝ้ามองลูกอยู่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่าน ลินดากลัวว่าโจจะรับความผิดหวังอีกครั้งไม่ไหว หลังจากปรึกษากับกุส(Gus)ผู้เป็นพ่อ ทั้งคู่จึงเลือกที่จะปล่อยให้ลูกได้เลือกในสิ่งที่ใจต้องการ

Photo : Daniel Hambury / EMPICS Sport

ย้อนหลังกลับไปช่วงอายุได้8ขวบ โจลงเล่นฟุตบอลในซันเดย์ลีกในบริเวณตอนใต้ของลอนดอน เขาชอบเล่นแบคขวาและเซ็นเตอร์ ขวัญใจของเขาคือ ริโอ เฟอร์ดินาน เล่นมาได้ประมาณสองปีก็มีแมวมองของสโมสรชาร์ลตันมาติดต่อให้ลองไปคัดตัวโดยใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ ผลปรากฎว่า โจไม่ผ่านการคัดตัว!!! เขาคาดหวังไว้มากที่จะผ่านการคัดตัว ความผิดหวังนี้มันเกินกว่าเด็กวัย10ขวบจะรับได้โจแทบหมดใจจากฟุตบอล ไม่โผล่ไปที่สนามฟุตบอลในซันเดย์ลีกเป็นเวลาหลายเดือน

ไม่กี่เดือนต่อมา โจได้รับการติดต่อจากสโมสรชาร์ลตัน ให้เข้าไปรับการคัดตัวอีกครั้ง สำหรับโจมันเหมือนฟ้าหลังฝน ไฟในตัวถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง แต่……ลินดาผู้เป็นแม่มีกลับมีความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก หลังจากเฝ้ามองลูกอยู่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่าน ลินดากลัวว่าโจจะรับความผิดหวังอีกครั้งไม่ไหว หลังจากปรึกษากับกุส(Gus)ผู้เป็นพ่อ ทั้งคู่จึงเลือกที่จะปล่อยให้ลูกได้เลือกในสิ่งที่ใจต้องการ

ฟอร์มการเล่นของโจในฤดูกาล 2014/2015 อาจไม่ได้โดดเด่นหรือหวือหวาอะไรมากนัก แต่มันก็ดีพอ ที่จะทำให้ลิเวอร์พูลยื่นข้อเสนอเข้ามาหลังจบฤดูกาล

จำนวนเงินเกือบ 5 ล้านยูโร สำหรับเด็ก 17 ปี ที่พึ่งลงสนามได้ปีเดียวในลีกแชมป์เปี้ยนชิพในขณะนั้นก็ถือว่ามากพอสมควร ถ้าลองเทียบกับนักเตะที่ย้ายเข้าออกลิเวอร์พูลในช่วงเดียวกัน

แดนนี่ อิงค์ (22) ย้ายเข้าจากเบิร์นลี่ 8.3ล้านยูโร ลงสนาม 35นัด ยิง11ประตู

มาร์โก กรูยิส (19) ย้ายเข้าจาก เรดสตาร์เบลเกรด 7ล้านยูโร 29นัด 6ประตู 7แอสซิส

เซบาสเตียน โคอาเตส (22) ย้ายออก 2.8ล้านยูโร

ก่อนหน้านั้นปี 2014

ดาเนี่ยล แอกเกอร์ (29) ย้ายออก 4ล้านยูโร

มาร์ติน เคลลี่ (22 ) ย้ายออก 2ล้านยูโร

แดนนี่ อิงค์ กองหน้าดาวรุ่งในพรีเมียร์ลีกในปีนั้น วิ่งลืมตาย ทุ่มเท 200%

กรูยิส สุดยอดดาวรุ่งยุโรป มีทั้งมาดริดบาร์ซ่าตามจีบ คล๊อปอยากได้ขนาดที่ต้องส่งบูวัคบินไปเจรจาด้วยตัวเอง

ทั้งสองคนราคาแพงกว่าโจแค่ไม่กี่ล้าน ส่วนคนที่ขายออกไปอย่าง แอกเกอร์ โคอาเตส ดีกรีทีมชาติทั้งคู่ อายุการใช้งานก็ยังพอได้ ยังได้ราคาน้อยกว่าค่าตัวโจ

มาร์ติน เคลลี่ เองก็มีความคล้ายคลึงกับโจมาก เล่นแบคขวา ขยับมายืนเซนเตอร์ได้ รูปร่างส่วนสูงใกล้เคียง มีความเร็วเหมือนกัน เคลลี่เองก็มีช่วงที่เล่นได้ดีกับลิเวอร์พูล อายุก็ยังไม่มากแต่ร็อดเจอร์ก็เลือกจะปล่อย แล้วไปเลือกเซ็นโจมาแทนในฤดูกาลต่อมา มองว่าทางลิเวอร์พูลคงหวังกับเด็กคนนี้ไว้สูงจริงๆ โจให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2018 ว่า การจะย้ายมาลิเวอร์พูลในปี2015นั้น เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากมาก เพราะโจเองมีความอยากที่จะลงเป็นตัวจริงอย่างสม่ำเสมอ เค้าเองพึ่งขึ้นมาเล่นบอลอาชีพได้หนึ่งปี แถมยังไม่ใช่ตัวหลักซะทีเดียว ลิเวอร์พูลเองมี นาธาเนี่ยล ไคลน์ ที่ถือว่าฟอร์มก็ดีมากช่วงนั้น สำรองก็เป็น ฟลานาแก้น เซ็นเตอร์มี สเคอร์เทล ลอฟเรน ตูเร่ ซาโก้ โอกาศการลงสนามของตัวเค้าเองแทบมองไม่เห็น ทางพ่อและแม่ของโจเอง ก็ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจในครั้งนั้น เพียงแต่บอกโจว่า ให้เลือกในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด และสุดท้าย โจ โกเมส ก็เลือกที่จะมาลิเวอร์พูล

Photo : Liverpool Echo

2015/2016 ฝันที่เป็นจริง

ก่อนฤดูกาล 2015 เริ่มต้น แบคซ้ายของลิเวอร์พูลตัวจริงคือ อัลเบอร์โต้ โมเรโน่ สำรองมี โฮเซ่เอนริเก้ ทั้งคู่ไม่สามารถลงสนามได้ ทางเลือกอีกคนคือ แบรด สมิธ เด็กสร้างของลิเวอร์พูลในวัย 22 ปี ที่แทบไม่เคยลงเล่นเกมอย่างเป็นทางการเลย ช่วงเกมพรีซีซั่น ร็อดเจอร์ทดลองส่ง โจ ลงสนามในตำแหน่งแบคซ้ายหลายต่อหลายเกม

Photo : The Liverpool Offside

เปิดฉากฤดูกาล 2015 เหมือนดั่งฝันที่เป็นจริง โจ โกเมส วัย18ปี ได้ลงเป็นตัวจริงของทีม5นัดติดต่อกันในลีก และ 2 จาก 5 เป็นการไปเยือนทั้งแมนยูและอาร์เซน่อล ผลคือ ชนะ2(สโต๊ค บอร์นสมัธ) เสมอ1(อาร์เซน่อล) แพ้2(แมนยู และคาบ้านต่อเวสต์แฮม) หลังจากนั้นโมเรโน่กลับมาลงสนามได้ โจก็ได้เป็นสำรองที่ข้างสนามทุกนัด จนกระทั่งหลังเกมที่ 8 ลิเวอร์พูลเสมอเอฟเวอร์ตันที่กูดิสันปาร์ค 4ตุลาคม2015 แบรนดอน ร็อดเจอร์ถูกปลด ด้วยผลงาน ชนะ3 เสมอ3 แพ้2

หลายสื่อมองว่าลิเวอร์พูลตั้งใจจะปลดร็อดเจอร์ตั้งแต่หลังเกมกับแมนยูแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นนัดนึงก็แพ้คาบ้านให้เวสต์แฮม 0:3 ประจวบเหมาะกับหลังเกมกับเอฟเวอร์ตัน เป็นเบรคทีมชาติ มีเวลาพักสองอาทิตย์ ซึ่งหลังจากนั้นแค่ 4 วัน 8 ตุลาคม 2015 ลิเวอร์พูลก็ประกาศแต่งตั้ง เจอร์เก้น คล๊อป เป็นกุนซือใหม่ให้กับกับลิเวอร์พูล

สำหรับโจ นี่อาจจะเป็นข่าวร้าย เพราะร็อดเจอร์ชื่นชมในตัวของเขาเป็นอยากมาก ดั่งบทสัมภาษณ์ในช่วงแรกหลังจากที่โจย้ายเข้ามา

Photo : This Is Anfield

“โจมีพรสวรรค์สูงมาก หลังจากเราได้ตัวเขามา ช่วงพรีซีซั่นเราให้เค้าลงในตำแหน่งแบคซ้าย ไม่น่าเชื่อว่าเขาไม่เคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อน เขายอดเยี่ยมมากจริงๆ”

หลังเกมแรกของลีกที่ชนะสโต๊ค “ผมต้องเอาเขาลงเป็นตัวจริง และเกมแรกในลีกของเขา เขาคือแมนออฟเดอะแมทช์”

“เขาเล่นแบคได้ดี แต่ตำแหน่งที่ดีที่สุดของคือเซนเตอร์”

เห็นได้ชัดว่าร็อดเจอร์เห็นคุณค่าของโจขนาดไหน และเมื่อคนๆนั้นเป็นผู้จัดการทีม โจย่อมมีโอกาศลงสนามและพัฒนามากขึ้นแน่นนอน แต่ตอนนี้ร็อดเจอร์ไม่อยู่แล้ว โจไม่แน่ใจว่าคล๊อปกับเขาเองนั้นจะเข้ากันได้ดีขนาดไหน คล๊อปเองก็ได้ชื่อว่าเป็นโค้ชที่ดันเด็กสุดตัวคนนึงเหมือนกัน และก่อนที่โจจะแสดงคุณภาพของตัวเองให้คล๊อปได้เห็นนั้น………

12 ตุลาคม 2015 หรือเพียง4วันหลังจากคล๊อปเข้ามารับงาน โจ ได้รับบาดเจ็บหนักบริเวณเอ็นไขว้ ( cruciate ligament ) ผลคือต้องพักไปเกือบ 8 เดือน ปิดฉากฤดูกาล 2015/2016

Photo : Joe Toth/BPI

2016/2017 ฤดูกาลที่ถูกลืม

ครั้นพอหายเจ็บกลับมาช่วงพรีซีซั่น 2016/2017 ก็มาได้รับบาดเจ็บเอ็นร้อยหวาย(archilles tendon)อีก พักไปอีก 4 เดือน เป็นการต้นชีวิตนักฟุตบอลอาชีพในลีกสูงสุดได้แบบขมขื่นมากจริงๆ ถึงตอนนี้หลายๆคนเริ่มลืมไปแล้ว ว่าลิเวอร์พูลยังมีนักเตะชื่อโจ โกเมสอยู่ในทีม แบคขวา ไคล์นยังเป็นตัวหลัก ในขณะเทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ นั่งรอคอยโอกาศของเขาอยู่ข้างสนาม แบคซ้ายไม่มีโมเรโน่ คล๊อปก็ใช้มิลเนอร์ ซึ่งก็เล่นได้ดีทีเดียว(โรเบิร์ตสัน ย้ายมาปี 2017/2018) เซ็นเตอร์หลังจากปล่อยทั้งสเคอร์เทล ซาโก้ แต่ก็ได้ทั้ง มาติป คลาวานมาทดแทน ยังมีกองหลังจำเป็นอย่างไวนัลดุม เอมเร่ชาน ยามฉุกเฉิน เดาไม่ออกเลยว่าโจหายเจ็บกลับมาแล้ว จะเบียดลงตรงไหน

หลังหายเจ็บมาช่วงปลายปี 2016 โจลงเป็นเกมแรกในเกมเอฟเอคัพรอบ3เดือนมกรา เจอพลีมัธจากลีก2 โดยเตะในบ้านเสมอ 0:0 โดยใช้ดาวรุ่งเป็นส่วนใหญ่ กลับไปเตะนัดรีเพลย์ชนะได้ 1:0 พอเข้ารอบเจอวูฟ ก็แพ้คาบ้านไป 1:2 ทั้ง3นัดโจได้ลงตัวจริงในตำแหน่งเซ็นเตอร์ โดยแบคขวาคือเทรนต์ และนี่ก็คือ3นัดที่โจได้เล่นทั้งหมดฤดูกาลนี้ จบไปแบบไม่มีอะไรให้น่าจดจำ

ฤดูกาล 2017/2018 ลุ่มๆดอน

ตอนนี้โจกลับมาฟิตเต็มที่แล้ว และพร้อมที่จะแย่งตำแหน่งตัวจริงไม่ว่าจะเป็นแบคขวาหรือเซ็นเตอร์ แต่เหมือนคล๊อปจะยังคิดว่าโจยังไม่พร้อมสำหรับการเป็นตัวหลัก ลิเวอร์พูลเปิดฤดูกาลนัดแรกในลีกด้วยไลน์อัพหลังสี่คือ โมเรโน่ ลอฟเรน มาติป เทรนต์ โจเป็นสำรอง นัดต่อมาเล่นเกมคัดเลือกของแชมป์เปี้ยนส์ลีกกับฮอฟเฟ่นไฮมก็ใช้แบบเดิม แต่หลังจากนั้น คล๊อปก็เลือกใช้โจบ้างโดยให้ลงทั้งแบคขวา และเซ็นเตอร์ สลับไปมาในหลายๆเกมจนผ่านมาหลายนัดตัวเหมือนคล๊อปจะเลือกใช้ชุดหลักเป็น โรเบิร์ตสัน ลอฟเรน มาติป เทรนต์ โดยมีโจเป็นแบคอัพ แต่กระนั้นเทรนต์เองพึ่งขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่เต็มๆเป็นปีที่2จะให้ลงทุกนัดก็คงไม่ไหว มาติปเองก็เจ็บค่อนข้างบ่อย โจจึงมีโอกาศลงสนามบ้างทั้งเล่นแบคและเซ็นเตอร์

กุมภาพันธ์ 2018 ลิเวอร์พูลเซ็นคว้าเวอร์จิล ฟาน ไดจ์ มาด้วยค่าตัวสถิติโลก ซึ่งก็แน่นอนว่า ฟาน ไดจ์ จะลงเป็นตัวหลักให้กับลิเวอร์พูล ส่วนอีกคนคล๊อปก็ใช้ระหว่างมาติปกับลอฟเรน โจกลายเป็นตัวเลือกอันดับ4ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ ส่วนในตำแหน่งแบคขวา เทรนต์เริ่มฟิตยืนระยะได้หลายเกม ไคล์นเองก็หายเจ็บกลับมามีชื่อในทีมทำให้บางครั้งโจไม่มีชื่อแม้แต่ในม้านั่งสำรองด้วยซ้ำในช่วงท้ายฤดูกาล สุดท้ายโจได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าจนต้องผ่าตัดอีกครั้งจนปิดเทอมไปก่อนเพื่อน ซึ่งปีนั้นลิเวอร์เข้าชิงแชมป์เปี้ยนส์ลีกกับมาดริดก่อนที่จะแพ้ไป

2018/2019 เดจาวู

ก่อนเริ่มฤดูกาล ลอฟเรนเจ็บ มาติปไม่ฟิต ลิเวอร์พูลเหลือเซ็นเตอร์อาชีพแค่สองคน ฟานไดจ์ กับ โจ ทั้งคู่จับคู่กันลงสนามใน5เกมแรก ซึ่งลิเวอร์พูลชนะรวด เสียแค่สองประตูก่อนที่มาติปจะหายเจ็บกลับมาลงตัวจริงในเกมที่6 แต่ในเกมที่7ซึ่งเป็นเกมใหญ่กับเชลซี คล๊อปเลือกใช้โจจับคู่ฟานไดจ์ ให้มาติปสำรอง ต่อด้วยเกมที่8กับแมนซิตี้ คล๊อปให้โจไปเล่นแบคขวาเหมือนฤดูกาลก่อนเพื่อคอยจัดการกับปีกของแมนซิตี้ และมันก็ได้ผลลิเวอร์พูลยันเสมอได้ทั้งสองเกมโดยเสียไปแค่ลูกเดียวกับเชลซี ถึงตอนนี้น่าจะบอกได้แล้วว่าโจคือหนึ่งในนักเตะที่สำคัญในการทำทีมของคล๊อป การเล่นได้หลายตำแหน่ง ความเร็ว รูปร่างที่ได้เปรียบ

Photo : This Is Anfield

ตอนนี้โจแค่ต้องการเกมการเล่นที่มากพอเพื่อสั่งสมประการณ์พัฒนาตัวเองเป็นตัวหลักของลิเวอร์พูลและทีมชาติอังกฤษในอนาคตอันใกล้นี้

หลังจากมีความสุขอยู่ได้ไม่นาน เหมือนฟ้าผ่าลงที่กลางใจของโจอีกครั้ง…เดจาวู… ธันวาคม 2018 โจได้รับบาดเจ็บ ต้องเข้ารับการผ่าตัดข้อเท้า รอบนี้พักไป 4 เดือน แม้จะกลับมามีชื่อในช่วงท้ายฤดูกาลแต่ก็ไม่ได้ลงเป็นตัวจริงแม้แต่นัดเดียว แต่ปีนั้นลิเวอร์พูลได้แชมป์แชมป์เปี้ยนส์ลีก และรองแชมป์พรีเมียร์ลีก

2019/……ปัจจุบัน ของจริงหรือของปลอม ( บทความวิเคราห์ะจากความคิดเห็นส่วนตัว )

โกดิน หรือ โกเหม่อ

ช่วงฤดูกาล2018ในช่วงแรกๆที่โจได้ลงเล่นคู่ฟานไดจ์แล้วเล่นดีมากๆหรือตอนโยกไปแบคขวาก็ช่วยให้เกมรับแน่นขึ้นเยอะ จนแฟนๆเอาไปเปรียบเทียบกับดิเอโก้ โกดิน กัปตันทีมชาติอุรุกวัยของแอตเลติโกมาดริด ซึ่งช่วงนั้นพี่แกก็ถือว่าเป็นกองหลังระดับต้นๆของโลก ว่ากันว่า ถ้าโจไม่เจ็บ ลิเวอร์พูลน่าจะได้แชมป์ในปี2018/2019เลยทีเดียว

Photo : The Guardian

แต่พอหายเจ็บกลับมาในปี 2019 ฟอร์มกลับลุ่มๆดอนๆบางนัดดีบางนัดแย่ เห็นได้ชัดในนัดที่โดนแมนซิตี้ถล่มหลังจากที่ได้แชมป์ไปแน่นอนแล้ว โจจากเป็นตัวที่คล๊อปวางไว้รับมือแมนซิตี้ใน2ฤดูกาลหลัง กลายเป็นจุดอ่อนที่ให้ฝ่ายตรงข้ามจี้เข้าโจมตี จนแฟนๆชาวไทยตั้งชื่อให้ใหม่เป็นโจ โกเหม่อ เพราะเล่นเหมือนไม่มีสมาธิ เหม่อลอยในเกม

สมาธิเป็นสิ่งสำคัญมากในเกมระดับสูงซึ่งส่วนมากสู้กันด้วยแทคติกมากกว่าความสามารถของนักเตะ แฟนเกมฟุตบอลมาเนเจอร์ส่วนใหญ่ น่าจะคุ้นเคยกับการจัดหมวดหมู่ของค่าพลังนักเตะ โดยแบ่งเป็นสามหมวด physical mental technique นักฟุตบอลระดับโลกหลายคนแน่นอนว่าค่าพลังก็ต้องสูงทั้งสามหมวดแต่ถ้าสูงเป็นบางหมวดหล่ะ หมวดไหนที่จำเป็นมากกว่ากัน

หมวด mental ว่ากันด้วยเรื่องของ สมาธิ การยืนตำแหน่ง การเคลื่อนที่ ความสร้างสรรค์เกม อิทธิพลต่อทีม การตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถหาดูได้จากคลิปไฮไลท์การแข่งขัน ต้องดูจากเกมทั้ง90นาทีและดูต่อเนื่องหลายๆนัด

Photo : Goal.com

สมาธิมีประโยชน์อย่างไร ตัวอย่างที่น่าประทับที่สุดขอยกเกมระหว่างแมนยูกับเอซีมิลานในปี 2010 ปาร์คจีซุง ได้รับมอบหมายหน้าที่เพียงอย่างเดียวในเกมคือ ประกบ อันเดรีย ปีร์โล่ การตามประกบใครคนหนึ่ง 90นาทีอาจจะทำได้ง่าย แต่กับปีร์โล่ซึ่งตอนนั้นก็อยู่ในช่วงพีคสุดเช่นกัน ปีร์โล่เองก็เป็นกองกลางที่อยู่ต่ำกว่าปกติ เคลื่อนที่ไปทั้งสนาม มันจะไหวหรอ? ผลคือตามที่ทราบกัน เกมนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์อีกเกมหนึ่งก็ว่าได้ ปีร์โล่ผ่านบอลสำเร็จแค่ 21 ครั้งในเกมนั้น และให้สัมภาษณ์อย่างหัวเสียหลังเกมว่า แมนยูได้ทำลายความสวยงามของเกมฟุตบอลไปแล้ว หรืออีกเกมหนึ่งซึ่งแฟนบอลชาวไทยจำกันได้ดี แค่เกมที่แอชลี่ย์ ยัง ตามประกบซาล่าจนเล่นไม่ออก ยัง กับ ปาร์ค มีความเหมือนกันอยู่อย่างคือมาจากตำแหน่งปีก ซึ่งการตามประกบผู้เล่นไม่น่าใช่จุดเด่นซักเท่าไหร่ แต่เพียงแค่คุณมีสมาธิอยู่กับเกมตลอด เข้าใจวิธีการเล่น และทำมันได้จริงในสนาม คุณเองก็สามารถจะไปเล่นตำแหน่งอะไรได้ที่โค้ชต้องการ

ว่าแล้วขอวกกลับไปที่ปีร์โล่ซักนิดในช่วงอายุ32-36 เขาได้ย้ายไปอยู่กับยูเวนตุส หลายคนมองว่าอายุขนาดนี้กับด้วยตำแหน่งที่เล่น ปีร์โล่น่าจะอยู่ในช่วงปลายของชีวิตค้าแข้งแล้ว แต่เปล่าเลย ตลอด4ปีเขาลงเล่นเป็นตัวหลักตลอด ค่า physical ของปีร์โล่ในทีมนั้นน่าจะอยู่ในกลุ่มท้ายๆเลยด้วยซ้ำ แต่ความเข้าใจเกมของเขานั้นสูงมาก ในเกมสิ่งที่เขาทำคือ รับบอลส่งบอล ควบคุมจังหว่ะเกม แล้วเกมรับหล่ะ เขาเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง ด่านหน้าของเกมรับ ถึงแม้โดยนิยามเราไม่เรียกเขาว่ามิดฟิลด์ตัวรับ แต่โดยตำแหน่งมันคือหน้าที่ของเขาเหมือนกัน ปีร์โล่ไม่มีความเร็วมากนัก ร่างกายไม่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับนักฟุตบอลโดยไป แต่สิ่งที่ทดแทนคือ การสมาธิในเกม ทำให้เขาเคลื่อนที่ไปอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ ตำแหน่งการยืนที่ดี ทำให้ให้เขาเข้าถึงบอลถึงคู่แข่งได้ไว และการแย่งบอลของเขาก็ทำได้ยอดเยี่ยมเช่นกัน เปาโล มัลดินี่ เคยตอบคำถามนักข่าวว่า อะไรคือเคล็ดลับในการแย่งบอลของคุณ เปาโลตอบว่า “ผมเข้าแย่งบอลในจังหว่ะที่ผมมั่นใจว่าผมจะแย่งได้เท่านั้น” การตัดสินใจที่ดีย่อมได้ผมลัพธ์ที่ดี ปีร์โล่มีส่วนร่วมกับเกมเยอะ เคลื่อนที่เยอะ แต่ในทางกลับกัน เขาใช้แรงไปน้อยมากเมื่อเทียบกับผลที่ได้ มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาเล่นให้กับทีมม้าลายจนอายุ36

Technique อาจถือเป็นพรสวรรค์สเฉพาะตัว ฝึกเพิ่มเติมได้บ้าง physical ส่วนหนึ่งมาโดยธรรมชาติ แต่โดยรวมคือพัฒนาได้จากการฝึกฝน mental ขึ้นอยู่ สภาพจิตใจ ความรู้ความเข้าใจของเกม ตรรกะทางความคิด ขอขยายความในส่วนนี้นิดว่ามันสัมพันธ์กันยังไง ปัญหาส่วนนึงของนักเตะหลายคนคือ ลงสนามไปแล้วเล่นตามแทกติกที่โค้ชสั่งไม่ได้ ส่วนนึงเพราะไม่เข้าใจความสำคัญ พอไม่เข้า ตรรกะก็ไม่พาให้ปฏิบัติ ร่างกายก็ตอบสนองไปในทางที่คิดว่าดีกว่า ยกตัวอย่างการวิ่งเพลซซิ่งในแดนหน้าเป็นสิ่งที่เห็นได้บ่อยในเกมปัจจุบัน หน้าสามคนวิ่งกดดันตลอด ถามว่าแย่งบอลได้ไหม หลายๆเกมคือ ไม่ได้เลย แล้วเราจะเพลซทำไม ถ้ากองหน้าไม่เข้าใจแล้วเสียสมาธิ ร่างกายบางทีก็เลือกที่จะไม่ทำ เพื่อนคนอื่นก็วิ่งเหนื่อยเปล่า นักฟุตบอลที่มี physical technique ที่ดีก็จะเป็นพวกที่ดูเก่ง เล่นหวือหวาดูน่าสนใจ สิ่งที่อาจจะสูงตามมาคืออีโก้ เหมาะกับสไตล์ทีมทั่วไปเล่นบอลแบบไดเรก แต่ทีมที่เน้นแทกติกเป็นหลักก็จะเน้นนักเตะที่มี mental ที่ดีมากกว่า เหมือนที่เราเคยได้ยินว่า เลือกนักเตะที่ดีมาก่อนนักเตะที่เก่ง ตัวอย่างเช่นลีดส์ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้ ความเข้าใจเกมและสมาธิของนักเตะในทีมมีสูงมาก techniqueของนักเตะโดยรวม เทียบกับลิเวอร์พูล แมนซิตี้ ถือว่าน่าจะยังห่าง แต่ฟอร์มการเล่นตอนนี้กลับเรียกได้ว่าอยู่ในระดับเดียวกันแล้ว เป็นการตอกย้ำที่ว่า การใช้นักเตะที่ดีมันก็สู้กับนักเตะที่เก่งได้เช่นกัน

โจเองมีphysical ที่โดดเด่น technique ก็ไม่ถึงกับแย่ คุณสมบัติตั้งต้นของการเป็นนักฟุตบอล โจถือว่าใช้ได้ ช่วงปี2018ที่เล่นได้ดีมากคือ การยืนตำแหน่งก็ทำได้ดี การประกบตัวผู้เล่น การตัดสินใจเข้าสกัด ทุกอย่างดูดีไปหมด แต่หลังจากบาดเจ็บหนักกลับมา mental เหล่านี้เหมือนจะหายไปหมดจากตัวโจ จนตอนนี้ฝั่งขวากลายบ่อน้ำมันให้คู่แข่งไปแล้ว

แบคขวา หรือ เซ็นเตอร์

เป็นที่น่าสังเกตุว่าคู่แข่งของลิเวอร์พูลเน้นเจาะทางปีกซ้ายเป็นพิเศษ ซึ่งก็เป็นพื้นที่รับผิดชอบของเทรนต์และโจ เอาแค่เฉพาะของฤดูกาลนี้ที่เสียประตู

นัดการกุศลกับอาร์เซน่อล โอบาเมยองลากมาจากซ้ายหลบเทรนต์ เข้ามายิง จังหว่ะยิงนั้น โจยังวิ่งกลับลงมาไม่ถึงกรอบเขตโทษด้วยซ้ำ

นัดเจอลีดส์ เจค แฮริสัน ได้บอลแตะหลบเทรนต์ โจเข้ามาซ้อนก็โดนแตะหลบอีก

นัดเจออาร์เซน่อล บอลก็ขึ้นมาทางซ้ายก่อนเปิดเข้ามาแล้วโรเบิร์ตสันพลาด

นัดเจอวิลล่า โจโดนเลี้ยงผ่านเข้าไปยิงในลูกที่ 2 และลูกสุดท้ายที่เทรนต์สกัดพลาด

นัดเจอเอฟเวอร์ตัน ลูกตีเสมอ บอลมาจากทางซ้าย โจไม่ได้ประกบใครเลย ช่วงปี 2018 คล๊อปใช้โจสลับไปมาระหว่างแบคกับเซ็นเตอร์ซึ่งผลที่ออกมาค่อนข้างดี ที่แบคขวาโจเล่นเกมรับได้ดีกว่าเทรต์แน่นอน แต่เกมรุกก็ต้องหายไปด้วย ถ้าเจอกองหน้าที่เร็ว การมีโจที่เซ็นเตอร์ย่อมดีกว่ามาติปหรือฟาบินโย่เป็นแน่

Photo : This Is Anfield

ก่อนหน้าที่ฟานไดจ์เจ็บ ส่วนตัวอยากเห็นคล๊อปดรอปเทรต์แล้วดันโจกลับไปเล่นแบค เพราะเกมรับในช่วงต้นซีซั่นนี่แสดงให้เห็นแล้วว่า ทางขวานี่คือจุดที่ทุกทีมเตรียมมาโจมตีลิเวอร์พูลโดยเฉพาะ ครั้นจะใช้เนโก้ วิลเลี่ยมก็คงยังไม่น่าพร้อม สไตล์การเล่นเกมรุกรับเหมือนถอดแบบเทรนต์มายังไงยังงั้น ในเกมทีมชาติ เซาท์เกตเลือกที่จะใช้หลัง3 เอาวอร์กเกอร์ที่มีความเร็วมาแบคอัพเทรนต์ทางขวา ก็ช่วยทำให้เกมรับแน่นขึ้นได้ แต่ตอนนี้ฟานไดจ์น่าจะปิดเทอมยาวไปแล้ว คงต้องมาดูกันว่า คล๊อปจะแก้สถาณการณ์เช่นไร เพราะเซ็นเตอร์ที่มีประสบการณ์ในทีมเหลือเพียงแค่สองคน

จุดอ่อน หรือ จุดแข็ง

โจ โกเมส ตั้งแต่เล่นฟุตบอลอาชีพมา ยังไม่เคยทำประตูได้ จะว่าแปลกไหมก็อาจจะไม่ แต่ถ้าบอกว่า เวลาลิเวอร์พูลได้ลูกเตะมุม โจไม่ได้เติมขึ้นไป แต่เป็นตัวห้อยอยู่ด้านหลัง อันนี้จะถือว่าแปลกไหม ในบรรดากลุ่มผู้เล่นตัวจริง ฟานไดจ์ มาติป สูงเท่ากันที่ 1.93เมตรโจกับฟาบินโย่สูง 1.88เมตร นอกนั้นคือ 1.83เมตรลงมา ลิเวอร์พูลได้ประตูจากลูกเตะมุม เซตพีซค่อนข้างมาก ถ้าไม่นับฟานไดจ์กับมาติป ผู้เล่นคนอื่นก็ทำประตูด้วยการโหม่งจากลูกเตะมุมได้หลายคน เช่น เฮนเดอร์สัน ซาล่า มาเน่ ครั้นจะบอกว่าเพราะคล็อปอยากได้กองหลังจริงๆห้อยท้ายไว้ แต่เวลาฟานไดจ์กับคู่มาติป ทั้งคู่ก็ขึ้นมาลุ้นประตูครั้ง แบบนี้คงพออนุมานได้ว่า โจเองไม่ถนัดกับเรื่องลูกกลางอากาศซักเท่าไหร่นัด

อีกเรื่องที่น่าประหลาดใจคือ ความแข็งแรงของโจนั้นดูจะสวนทางกับรูปร่างที่สูงใหญ่ ตามข้อมูลโจหนักแค่ 77 กิโลทั้งที่สูงถึง1.88เมตร คนที่สูงเท่ากันกันอย่างฟาบินโย่หนัก 78กิโล ฟานไดจ์ 92 กิโล มาติป 88กิโล มาดูตัวทีมชาติอังกฤษบ้าง แมคไกว์ 1.94/100 ดายเออร์ 1.88/88 จากตรงนี้โจอาจจะดูจะเป็นเซ็นเตอร์ที่บางไปนิด แรงเบียดแรงปะทะตรงๆอาจจะเสียเปรียบคู่แข่งอยู่บ้าง

Photo : The Sun

ไปต่อ หรือ พอแค่นี้

ชีวิตนักฟุตบอลดาวรุ่งมีหลายรูปแบบ บางคนแจ้งเกิดได้แล้วก็รักษาระดับของตัวเองไว้ได้ตลอด ตัวอย่างเช่นเมสซี่ หรือแกงค์ลูกกรอกคะนองของแมนยู เนวิลล์ กิกส์ สโคลส์ แบคแฮม เจอราด แลมพาร์ท เทอรี่ ในขณะที่อีกมากมายดังได้ไม่กี่ปีก็หายไปจากสารบบ

CR7 เอง เคยมีช่วงเวลาที่ไม่ดีกับแมนยู เซอร์ อเล็กซ์ เลือกที่จะเก็บไว้และใช้งานต่อไป ปีร์โล่เคยไม่เป็นที่ต้องการของอินเตอร์เช่นเดียวกับคูตินโย่ ทั้งคู่ถูกปล่อยออก แน่นอนว่าโค้ชต้องเลือกสิ่งที่ดีสุดให้กับทีม แต่ก็ไม่มีอะไรการันตีว่า สิ่งที่โค้ชคิดนั้นถูกเสมอ

ลิเวอร์พูลเองก็เช่นกัน ดาวรุ่งต่างๆผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นชุดใหญ่ และหลายคนถูกดึงเข้ามา บางคนได้ไปต่อ บางคนก็ถูกปล่อย มาร์ตินเคลลี่ จอนโจ้เชลวี่ จอร์แดนไอบ์ เซบาสเตียนโคอาเตส หลุยส์อัลเบอร์โต้ ซูโซ่ เด็กเหล่านี้เคยลงเล่นให้หงส์แดงหลายเกมก่อนถูกปล่อยออกไป เชลวี่คือตัวหลัวของนิวคาสเซิลมาตลอด หลุยส์อัลเบอร์โต้ กับซูโซ่ เองก็เป็นนักเตะตัวหลักกับลาซิโอและมิลานในช่วงนึง เล่นดีจนถูกเรียกติดทีมชาติทั้งคู่

ถ้าจะมองดูรายชื่อด้านบนของลิเวอร์พูลแล้วพูดถึงฟอร์มการเล่นสมัยที่นักเตะเหล่านั้นเตะให้หงส์แดง ก็คงพอจะพูดได้ว่า ไม่ได้ดีมาก แต่จะว่าแย่ไหม ก็ไม่ขนาดนั้น หากเทียบกับชื่อของ ฌิมี่ ตราโอเล่ กองหลังขวัญใจคู่แข่งแล้ว รายชื่อด้านบนดูดีกว่าเป็นไหนๆ และก็ไม่น่าเชื่ออีกว่า ตราโอเล่ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปเกือบ100นัด ก่อนถูกปล่อยออกไป

ในอดีตหลายๆช่วงที่ผ่านมา นักเตะที่ถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนและถูกโจมตีอย่างหนักจากแฟนบอลของทีมตัวเอง ในลิสต์นั้นต้องมีชื่อของ เจมี่คาราเกอร์ และลูคัสเลว่า ในช่วงที่ทั้งคู่ฟอร์มการเล่นออกทะเลสุดๆแน่นอน เชื่องช้า เฟอะฟะ โฉ่งฉ่าง จับบอลลั่น จ่ายบอลพลาด เป็นภาพติดตาของทั้งคู่ แต่กระนั้น โค้ชก็เลือกที่จะเก็บทั้งคู่ไว้ และให้โอกาศต่อไป จนสุดท้ายทั้งคู่ก็พัฒนาตัวเองจนเป็นขวัญใจแฟนบอลได้จากผลงานในสนามที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

Photo : Daily Mail

โจแสดงความผิดพลาดให้เห็นหลายต่อหลายครั้งตั้งแต่ช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว จากที่เคยเป็นจุดแข็ง กลายเป็นจุดอ่อน คล็อปเองเคยเลือกที่จะปล่อยตัวคาริอุสมาแล้วจากความผิดพลาดที่เจ้าตัวได้ก่อ มีตัวอย่างให้เห็นเช่นนี้แล้ว ไม่รู้ว่าโจเองจะมองสถานการณ์ของตัวเองเป็นเหมือนคาริอุสไหม หรือจะได้ไปต่อเหมือนตำนานสโมสรอย่าง คาราเกอร์ เป็นที่แน่นอนว่าช่วงนี้โจน่าจะได้ลงเป็นตัวจริงแน่นอนเพราะฟานไดจ์น่าจะเจ็บยาว แต่ถ้าคล็อปเลือกที่จะส่ง มาติป ยืนคู่ ฟาบินโย่ แบบต่อเนื่องเมื่อไหร่ ก็คงจะแปลได้ว่าคล็อปเองก็คงไม่ไหวกับฟอร์มการเล่นของโจแล้วเหมือนกัน โอกาศที่จะไม่ได้ไปต่อก็คงมีสูงขึ้น

สุดท้ายแล้วโจ โกเมส เป็นของของจริงหรือไม่นั้น การตัดสินในตอนนี้คงจะเร็วเกินไปหน่อย ถึงแม้จะเห็นเล่นมานานหลายปี แต่โจพึ่งอายุ22ปี เส้นทางในชิวิตยังอีกยาวไกลนัก สิ่งที่แฟนบอลคาดหวังกับโจ คือหวังให้ตัวเขานั้นเจริญรอยตามเจมี่คาราเกอร์ มากกว่า ฌิมี่ตราโอเร่ ก็พอแล้ว…

By CE7