ดูเหมือนว่า “ท๊อฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน จะเริ่มกลับมาเป็นทีมที่ใครๆ ก็เคี้ยวได้ไม่ง่ายอีกครั้งในยุคของ “อันเช่” คาร์โล อันเชล็อตติ

ผมอาจจะเกิดไม่ทันในยุค 80 ที่เอฟเวอร์ตันสถาปนาตัวเองเป็นหนึ่งในมหาอำนาจแห่งฟุตบอลอังกฤษภายใต้มันสมองของกุนซือในตำนานอย่าง โฮเวิร์ด เคนดัลล์

เมื่อผมเริ่มเชียร์บอลใหม่ ในช่วงยุคกลางทศวรรษที่ 90 เอฟเวอร์ตันแปลงสภาพกลายเป็นทีมขนาดกลางค่อนไปทางเล็ก อันดับแทบไม่เคยอยู่ครึ่งบนของตารางพรีเมียร์ ลีก บางปีหนักถึงขั้นต้องไปลุ้นหนีตกชั้นก็มี กุนซืออย่าง โจ รอยล์, เดฟ วัตสัน, วอลเตอร์ สมิธ หรือ กุนซือผู้เคยทำทีมได้แชมป์ลีกอย่างเคนดัลล์ ที่หวนกลับมาคุมทีมอีกรอบ ก็ไม่สามารถเข็นเอฟเวอร์ตันให้กลับไปยิ่งใหญ่เหมือนยุค 80 ได้อีกเลย

จนกระทั่งการมาของกุนซือหนุ่มชาวสก็อตต์ นาม เดวิด มอยส์ เขาเสกให้เอฟเวอร์ตันกลายเป็นทีมตัวแสบของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย สถิติบันทึกว่า เดวิด มอยส์ คุมเอฟเวอร์ตันแบบเต็มฤดูกาลทั้งสิ้น 11 ฤดูกาล มีแค่ 2 ฤดูกาลเท่านั้นที่เขาทำเอฟเวอร์ตันจบฤดูกาลด้วยอันดับต่ำกว่าสิบ นอกนั้นที่เหลืออีก 9 ฤดูกาลเขาพาเอฟเวอร์ตันจบด้วยอันดับเลขตัวเดียวทั้งสิ้น และยังหาญกล้าถึงขนาดแทรกตัวเบียดขึ้นมาจบได้ถึงอันดับ 4 ในฤดูกาล 2004/2005 ได้ไปเล่นยูเอฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก อีกต่างหาก

และเมื่อเดวิด มอยส์ คือผู้ที่ถูกเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เลือกให้ไปรับงานที่ยิ่งใหญ่ที่โรงละครแห่งความฝัน กุนซืออย่าง โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ, โรนัลด์ คูมัน, แซม อัลลาไดซ์ และ มาร์โก ซิลวา ถูกเลือกให้เข้ามากุมบังเหียนทีมท๊อฟฟี่สีน้ำเงิน แต่จนแล้วจนรอดทีมก็ยังไม่ได้พัฒนาไปมากกว่าที่เป็นอยู่

Photo : evertonfc.com

จนกระทั่งการมาถึงของหนึ่งในสุดยอดกุนซือแห่งยุคชาวอิตาเลียน คาร์โล อันเชล็อตติ

เกียรติประวัติของอันเช่นั้น คงไม่ต้องบรรยายอะไรให้มากความ สาวกเอฟเวอร์โตเนี่ยน คงคาดไม่ถึงด้วยซ้ำว่ากุนซือระดับอย่างอันเชล็อตติจะเลือกมาคุมทีมกลางตารางในอังกฤษ ทั้งๆ ที่ผู้จัดการทีมระดับเขามีทีมชั้นนำที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าให้เลือกไปคุมได้มากมาย แต่สุดท้ายเขาเลือกมาอยู่กับเอฟเวอร์ตัน ถามว่าเพราะอะไร เขาถึงตัดสินใจเช่นนี้..?

สิ่งแรกคือเงิน แน่นอนว่ากุนซือระดับอันเช่ ผู้ที่กวาดความสำเร็จมานับไม่ถ้วน ค่าแรงย่อมไม่ใช่ถูกๆ และมันก็ไม่ถูกจริงๆ เมื่อค่าแรงของอันเช่อยู่ที่ 11.5 ล้านปอนด์ต่อปี เป็นกุนซือที่ได้ค่าแรงเป็นอันดับต้นๆ ของพรีเมียร์ ลีก อยู่ในกลุ่มเดียวกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, โชเซ่ มูรินโญ่ และ เยอร์เก้น คล็อปป์

เรื่องเงินก็เรื่องหนึ่ง ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือความทะเยอทะยานของเจ้าของทีม เจ้าของทีมเอฟเวอร์ตันคนปัจจุบันก็คือ ฟาฮัด โมชิรี่ นักธุรกิจเชื้อสายอิหร่าน ความทะเยอทะยานของโมชิรี่ดูได้จากการที่เขายอมทุ่มเงินเพื่อจ้างอันเช่มาคุมทีม และตลาดซื้อขายนักเตะที่ผ่านมา ก็ตอกย้ำให้เห็นว่าโมชิรี่ “เอาจริง”

คนที่อันเช่ขีดเส้นไว้เลยว่า “ต้องได้” อย่าง อัลลัน, อับดุลลาย ดูคูเร่ และ ฮาเมส โรดริเกซ โมชินี่สามารถปิดดีลมาให้อันเช่ได้ทั้งหมด และเมื่อเกมรับยังมีปัญหา ก่อนปิดตลาด ก็จัดการซื้อเบน ก็อดเฟรย์ ปราการหลังตัวกลางมาอีก 1 คน และเมื่อโมชิรี่หาได้วัตุดิบให้ได้ตามต้องการ งานที่เหลือของอันเช่ก็แค่แสดงวิธีปรุงอาหารชั้นเลิศออกมาให้ได้ชิมกัน

ตัวผู้เล่นที่ได้มาใหม่ โดยเฉพาะฮาเมส โรดริเกซ ที่กลายเป็นกำลังหลักในแนวรุกของเอฟเวอร์ตันไปทันที ถึงตรงนี้ 4 นัด ฮาเมสซัดไปแล้ว 3 ประตู โดยเฉพาะเกมที่ 2 ที่เปิดบ้านถล่มเวสบรอมวิชฯ 5-2 อันเช่โชว์การแก้เกมชั้นเซียน ด้วยการขยับฮาเมสจากปีกขวาที่ไม่มีบทบาท และแทบไม่ได้บอลเลย เข้ามาเล่นตรงกลางมากขึ้น โดยฝั่งขวาให้เชมุส โคลแมน แบ็คขวาเติมขึ้น – ลง อยู่คนเดียว ปรากฏว่าเอฟเวอร์ตันกลับมาชนะทั้งที่โดนนำไปก่อน และฮาเมสก็ยิงประตูประเดิมในพรีเมียร์ ลีก ได้อีกต่างหาก นี่แหละ ยอดกุนซือวัดกันตรงนี้

Photo :https://sports.yahoo.com/

และที่ยิ่งเด็ดไปมากกว่านั้น อันเชล็อตติยังดึงความสามารถของนักเตะที่ทีมมีอยู่แต่เดิมให้มีประสิทธิภาพ และเปล่งประกายมากขึ้นไปอีก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ โดมินิค คัลเวิร์ต เลวิน ที่ทุกวันนี้เขาได้กลายเป็น คัลเวิร์ต เลวินดอฟสกี้ ไปเรียบร้อยแล้ว

ยอมรับอย่างหนึ่งว่า ตอนต้นฤดูกาล ผมเห็นการซื้อตัวที่หวือหวาของเอฟเวอร์ตันก็จริงอยู่ แต่ยังคิดว่าทีมคงจะไปได้ไม่ไกลมาก เพราะไม่เชื่อมือกองหน้าตัวเป้ายังคัลเวิร์ต เลวิน ที่คิดว่ายังฝากความหวังได้ไม่มากพอ แต่ที่ไหนได้ อันเช่สามารถทำให้กองหน้าจอมฝืด กลายมาเป็นเพชฌฆาตดาวยิงผู้ร้อนแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในพรีเมียร์ ลีก 4 นัด ซัดไป 6 ประตู มี 1 แฮตทริค บวกกับ คาราบาวคัพ 2 นัด ซัดไปอีก 1 แฮตทริค เท่ากับว่า ในฤดูกาลนี้ โดมินิค คัลเวิร์ต เลวิน ลงเล่นไปทั้งหมด 6 นัด ยิงไป 9 ประตู ทำได้ 2 แฮตทริค ร้อนแรงสุดๆ ในเวลานี้

Photo : goal.com

และด้วยเหตุผลที่ว่ามาทั้งหมด ด้วยการซื้อตัวผู้เล่นที่ตรงจุด ประกอบกับมันสมองของอันเช่ เอฟเวอร์ตันก็ออกตัวด้วยการชนะรวด 4 นัด กวาด 12 คะแนน รั้งจ่าฝูงของตารางพรีเมียร์ ลีก ได้อย่างสง่าผ่าเผย แปลงสภาพจากลูกอมหวานเจี๊ยบเคี้ยวง่าย เป็นลูกอมเผ็ดจี๊ดรสร้อนแรง ใครไม่เจ๋งจริงก็คงยากที่จะกลืนลูกอมเม็ดนี้ลงคอ

และเอฟเวอร์ตันก็เป็นตัวอย่างชั้นดีของการทำงานร่วมกันชนิดสอดประสานกันอย่างลงตัว ระหว่าง ผู้บริหารของสโมสร ผู้จัดการทีม และ นักเตะ เมื่อทุกภาคส่วนถูกขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันอย่างถูกต้องและเหมาะสม ผลลัพธ์ในสนามก็จะเป็นตัวบ่งบอกถึงความสำเร็จออกมาเองนั่นแหละ เหมือนจะเป็นเรื่องง่ายนะ แต่เชื่อเถอะ มันไม่ง่ายเลยจริงๆ

ทีนี้เราก็จะมารอดูกันว่าสุดท้ายแล้วลูกอมเผ็ดร้อนเม็ดนี้ จะไปได้ไกลถึงขนาดไหนกันในวันสุดท้ายของฤดูกาล

By ท่านชายในสายหมอก