โนบิตะที่ไม่เคยแคร์โดราเอม่อน : การต่อสู้ที่ไม่มีวันชนะของ ‘โจเซป บาร์โตเมว’

Photo : AFP

“เมสซี่ รักสโมสรนี้ เขามีความเป็นกาตาลันเต็มตัว ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเขาจะเกษียณอายุตัวเองที่นี่ เมสซี่ และ บาร์ซ่า ถูกลิขิตมาให้จับมือไปด้วยกัน” นี่คือถ้อยแถลงของ โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธานสโมสรบาร์เซโลนา ว่าไว้เมื่อ 4 ปีก่อน…. และทุกวันนี้เราได้รู้ว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว

ลิโอเนล เมสซี่ ขอเลือกเส้นทางเเตกหักด้วยการประกาศขอย้ายออกจากทีม ไม่มีใครรู้ว่าด้วยค่าฉีกสัญญาและข้อตกลงในอดีตจะเป็นปัญหาที่ทำให้ เมสซี่ ไม่ได้ย้ายทีมจริงหรือไม่แต่ที่แน่ๆ สถานการณ์มันชัดเจนว่า บาร์เซโลน่า ที่เคยเป็นหนึ่งเดียวในฐานะเลือดกาตาลัน ได้เเบ่งเป็นสองฝั่งเรียบร้อยแล้ว … และหากจะหาใครที่รับผิดชอบเรื่องนี้คงหนีไม่พ้น บาร์โตเมว ชายผู้พา บาร์เซโลน่า ลงสู่ยุคที่ใครไม่คิดว่าจะมาถึง 

บาร์โตเมว พลาดตรงไหน ทำไมเป็นประธานสโมสรที่ไร้พลังและเเรงสนับสนุนขนาดนั้นกันแน่ ?

Photo : Getty/Alex Caparros

บาร์เซโลน่า = เมสซี่ 

คำนี้อาจจะดูเกินจริงไปสักหน่อย แต่หากใครที่ติดตามฟุตบอลมาพอสมควรก็น่าจะเข้าใจว่า ลิโอเนล เมสซี่ เป็นสัญลักษณ์ของสโมสร เป็นพระเจ้าของแฟนๆ นับตั้งแต่ที่เจ้าตัวเติบโตมาจากระบบอคาเดมี่และพาทีมกวาดแชมป์จนนับนิ้วมือรวมนิ้วเท้าก็ยังไม่พอ 

เรื่องนี้แม้แต่ บาร์โตเมว เองก็ยังเคยพูดเอาไว้เมื่อหลายปีก่อนที่เขาชนะเลือกตั้งและรับตำแหน่งประธานสโมสร เพราะเขาเป็นคนให้ความเชื่อมั่นกับแฟน ๆ เองว่าจะต่อสัญญาเมสซี่ในทุกกรณี เพื่อให้เมสซี่ อยู่กับทีมจนแขวนสตั๊ดและเป็นตำนาน “วัน คลับ แมน” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกลูกหนัง 

การมีอิทธิพลในห้องแต่งตัว, มีอิทธิพลต่อบอร์ดบริหาร และแฟนบอล ทำให้คำพูดของ เมสซี่ มีพลังเป็นอย่างมาก หลายข่าวที่เกิดขึ้นไม่รู้ว่าจริงเท็จประการใดก็ชี้ชัดว่าการตัดสินแต่ละอย่างของ เมสซี่ ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจของบอร์ดบริหาร บาร์ซ่า เช่นการเลือกโค้ช เคราร์โด้ มาร์ติโน่ (ตาต้า) เข้ามาคุมทีมเมื่อหลายปีก่อน หรือแม้กระทั่งการที่ เมสซี่ มีปัญหาไม่ลงรอยกับ หลุยส์ เอ็นริเก้ ที่พาทีมกวาดทุกแชมป์เมื่อปี 2016 อีกด้วย 

ความยิ่งใหญ่และถูกมองเป็นพระเจ้าที่มีผลงานในสนามชัดเจนที่สุดทำให้ เมสซี่ ไม่เคยโดนแฟนๆ บาร์ซ่า มองในแง่ลบ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปหลายสิ่งหลายอย่างก็เปลี่ยนแปลง บาร์เซโลน่า เดินเกมทางการตลาดและการซื้อขายผิดพลาด นับตั้งแต่การซื้อตัว หลุยส์ ซัวเรซ จาก ลิเวอร์พูล แทบไม่มีใครอีกเลยที่ดึงตัวมาเเล้วคุ้มค่า หนำซ้ำการขาย เนย์มาร์ ให้ เปแอสเช ก็ถือเป็นความผิดพลาดใหญ่ที่หาตัวแทนไม่ได้ 

และเมื่อเป็นเช่นนั้น อิทธิพลของ เมสซี ก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับฝั่งของ บาร์โตเมว ที่ยิ่งทำยิ่งเละ จนทำให้สุดท้ายเเล้ว ทุกคนลงความเห็นว่า บาร์เซโลน่า ชุดนี้พังเพราะบอร์ดบริหาร เเละนั่นคือสิ่งที่ บาร์โตเมว ต้องแก้เกม เพราะเขาไม่มีอะไรจะเสียอีกเเล้วเพราะอีก 1 ปีเท่านั้นการเลือกตั้งประธานใหม่ก็จะมาถึง

Photo : fcbarcelonanoticias.com

การล้างไพ่…ที่ยากที่สุดในโลก

การขายหรือลดทอนอำนาจนักเตะที่ดีที่สุดในทีมออกไปเป็นเรื่องที่หลายทีมบนโลกนี้ทำและไม่ใช่ปัญหาดราม่าใหญ่โตอะไรแต่ไม่ใช่กับที่ บาร์เซโลน่า ประสบปัญหาอย่างมากที่การลดอิทธิพลของ เมสซี่ 

พวกเขาต้องการจะสร้างทีมใหม่ ในขณะที่ เมสซี่ อายุย่าง 34 ปี และนักเตะตัวหลักคนอื่นๆก็อายุมากขึ้นไล่เลี่ยกัน ทำให้ บาร์โตเมว ที่ไม่มีอะไรจะเสีย ดังนั้นการลดอำนาจเมสซี่ ที่แม้ภาพวงนอกดูเป็นคนเฉย ๆ แต่ก็เคยโดนสื่อสเปนแฉว่าชอบบูลลี่เพื่อนร่วมทีม ข่มนักเตะใหม่ ๆ เหมือนตัวเองเป็นขาใหญ่ เป็นลูกพี่ที่ทุกคนต้องซูฮก นอกจากนี้ยังได้รับค่าเหนื่อยราวปีละ 100 ล้านปอนด์ ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่เขาต้องทำหากอยากถ่ายเลือดทีมใหม่ขึ้นมา

เขารู้ดีว่าการดันเมสซี่ออกจากทีมไม่มีทางเป็นไปได้ จึงเลือกที่จะลดอำนาจลงด้วยการตีวัวกระทบคราด ขายนักเตะซีเนียร์อย่าง อิวาน ราคิติซ และอีกคนที่ใกล้จะย้ายทีมอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ เพื่อนซี้อันดับ 1 ของ เมสซี่ ออกจากทีมในซัมเมอร์นี้ เพื่อเป็นการแสดงอุดมกาณ์ของทีมนับจากนี้ 

นอกจากนี้ยังแต่งตังกุนซือจอมเฮี้ยบอย่าง โรนัลด์ คูมันน์ ที่จะมาเดิมพันโปรเจ็คต์ถ่ายเลือด โดยมีข่าวว่า คูมันน์ ก็เอาด้วยกับการลดอำนาจเมสซี่ จนมีการหลุดประโยคที่ว่า “สิทธิ์พิเศษของคุณจบลงเเล้วจากนี้ไปจะไม่มีการอ่อนข้อ คุณต้องคิดถึงทีมเป็นอันดับแรก”

 ซึ่งนั่นเองเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เมสซี่จะต้องเล่นไม้แข็งด้วยการขอย้ายออกจากทีมทันที ไม่รู้ว่าเขาอยากจะย้ายจริงๆหรือไม่ แต่การประกาศเช่นนี้ทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับ บาร์ซ่าทุกฝ่ายสะเทือน และเมื่อกล้าเผชิญหน้ากับ เมสซี่ ไม่มีทางเลยที่คุณจะถูกมองว่าเหนือกว่า…  ซึ่งตอนนี้อย่าว่าแต่ถ่ายเลือดทีมเลย การเอาชนะเลือกตั้งประธานสโมสรครั้งต่อไป ก็ริบหรี่ขึ้นเรื่อยๆเเล้ว

Photo : GETTY IMAGES

เจ้านายที่ไม่เคยได้ใจ

บาร์โตเมว หัวเดียวกระเทียมลีบ นอกจากขั้วอำนาจของเขาแล้วไม่มีใครสนับสนุนเขาอีกโดยเฉพาะฝั่งนักเตะหรือบอร์ดบริหารยุคเก่าๆที่ยืนยันว่าเขาคือตัวการของทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่การปฎิบัติต่อเมสซี่ แต่ทั้งการไม่เก็บ ชาบี เอร์นันเดซ หรือ อันเดรียส อิเนียสต้า ที่เป็นลูกหม้อของสโมสรเอาไว้ ก็สร้างความไม่พอใจมานานแล้ว จนถึงขั้นที่ว่า ชาบี ไม่ขอกลับมาเป็นโค้ชของ บาร์เซโลน่ หากบอร์ดบริหารทีมชุดนี้ยังอยู่

นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวการแตกหักระหว่าง เอริค อบิดัล (ประธานเทคนิค) และ เมสซี่ ที่ฝั่ง บาร์โตเมว เลือกอยู่ข้าง อบิดัล หลังจากที่ อบิดัล วิจารณ์ว่านักเตะในทีมชุดนี้ไม่พยายามมากพอ จนทำให้ เมสซี่ สวนกลับอย่างเผ็ดร้อนออกสื่อ และต้องเรียกประชุมบอร์ดด่วน ซึ่งสุดท้ายก็อย่างที่ทุกคนรู้กัน อบิดัล ไม่โดนไล่อออก แต่มันกลับนำมาซึ่งการตั้งตัวเป็นศัตรูกับ เมสซี่ อย่างชัดเจนขึ้นอีกต่างหาก

มาถึงตรงนี้ บาร์โตเมว อาจจะโดนมองว่าเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องในแง่ของการบริหารและการซื้อใจลูกน้อง จนสปิริตทีมและทุกอย่างพังไปหมด และการปะทะกับ เมสซี่ โดยตรงก็ยากที่เขาจะเป็นฝ่ายชนะ อย่างไรก็ตามแนวคิดของเขาไม่ได้แย่นัก(การถ่ายเลือด) เพราะทุกสโมสรล้วนต้องก้าวต่อไป พัฒนาไปเรื่อยๆตามระยะเวลา เพียงแต่ที่ บาร์เซโลน่า มันไม่สามารถทำได้ตามอำเภอใจเท่านั้น นี่คือสโมสรที่มีวัฒนธรรมเกินกว่าที่ใครจะมาหักดิบได้ 

สิ่งสำคัญคือการเข้าหานักเตะและลูกน้องของ บาร์โตเมว ทีไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ดูจะผิดที่ผิดทางไปหมด จากจะดีก็กลายเป็นร้ายแทบทุกครั้งไป ในกรณีของ เมสซี่ นั้นถ้าเขาคิดจะใช้น้ำอุ่นค่อยๆลูบก็เชื่อว่า เมสซี่ ที่ผ่านโลกมานานและเข้าสู่ช่วงปลายอาชีพก็น่าจะเข้าใจในสถานการณ์ แต่ในเมื่อ บาร์โตเมว เลือกทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับความต้องการของ เมสซี่ และ แฟนๆบาร์เซโลน่าทั้งหมด เขาก็ต้องตกอยู่ในความยากลำบากเช่นนี้

แฟนๆของ บาร์เซโลน่า เรียกเขาว่า “โนบิตะ” เนื่องจากเป็นคนที่ไม่ได้ความ ซึ่งความจริงแล้วอาจจะไม่ใช่แบบนั้น 100% เขาแค่ไม่มีพวกพ้อง ไม่มีคู่คิดอย่าง โดเรม่อน ที่ช่วยแก้ไขสถานการณ์ต่างหากๆ… ทว่าทั้งนี้ทั้งนั้นเขาไม่สามารถโทษใครได้หากเขาปฎิบัติต่อ โดเรม่อน ดีๆ และได้นักเตะอย่าง เมสซี่,ชาบี,อิเนียสต้า หรือแข้งซีเนียร์คนอื่นๆเป็นพวกเดียวกัน สถานการณ์ของเขาจะไม่เป็นอย่างนี้แน่นอน 

นี่คือศึกที่เขาไม่มีวันจะชนะ และทุกอย่างก็ลุกลามเกินจะแก้ไขไปเสียเเล้ว…. ในแง่การบริหารเราในฐานะคนธรรมดาทั่วไปคงไปตัดสินเขาไม่ได้ แต่หากมองจากคนภายนอกเชื่อว่าหลายคนคงคิดไปในทิศทางเดียวกันว่าบาร์โตเมว ต้องพยายามซื้อใจคนที่ทำงานด้วยกันให้ได้ ไม่อย่างนั้นต่อให้เขาเก่งแค่ไหน มีโปรเจ็คต์ใหญ่เท่าไหร่ ยังไงก็ไปไม่รอดอยู่ดี