บิลลี่ มิลส์ : การก้าวข้ามความสูญเสียและถูกหยามเหยียด สู่เหรียญทองโอลิมปิก

PHOTO : STEPHEN WADE

ความสูญเสีย และการถูกหยามเหยียด จะส่งผลต่อชีวิตใครสักคนได้ขนาดไหน

บางคนก็ทานทนมันไม่ไหว ขณะที่บางคน เปลี่ยนมันมาเป็นพลัง เพื่อพิชิตเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่

และนี่คือเรื่องราวของ บิลลี่ มิลส์ ผู้ก้าวข้ามความสูญเสียที่ถาโถมจนเกือบตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง สู่ความสำเร็จสูงสุดบนเส้นทางกีฬาในฐานะ “เหรียญทองโอลิมปิก”

บิลลี่ มิลส์ เกิดและเติบโตในศูนย์อนุรักษ์ชาวอินเดียนแดง เมืองไพน์ริดจ์ รัฐเซาธ์ดาโกต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมกับความยากจนข้นแค้น ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าตัวยังต้องมาสูญเสียบุคคลผู้เป็นหลักพักพิงแบบไม่ทันตั้งตัว

เพราะคุณแม่ของเขาเสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ ก่อนที่อีก 4 ปีต่อมา คุณพ่อของเขาก็จากโลกนี้ไป มิลส์ ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุเพียง 12 ปีเท่านั้น

แม้จะต้องเสียเสาหลักของครอบครัวไปตั้งแต่วัยเยาว์ แต่มิลส์ก็ยังไม่ออกนอกลู่นอกทาง เขาได้ทุนนักกีฬาไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยแคนซัส ในปี 1958 และได้ลงแข่งในระดับออลอเมริกันแล้วหลายครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว

ทว่าหลังจากการแข่งครั้งหนึ่ง มิลส์กลับต้องเจอกับเรื่องกระชากใจอีกครั้ง เมื่อช่างภาพคนหนึ่ง พูดไล่เขาให้ออกจากเฟรมถ่ายภาพ ทั้ง ๆ ที่เขาคือหนึ่งในนักกีฬาที่ต้องร่วมเฟรมดังกล่าว เจ้าตัวยอมรับว่าคำพูดดังกล่าวทำเอาหัวใจแทบสลาย

เหตุการณ์นั้น ทำให้เขาตัดสินใจที่จะจบชีวิตตัวเอง ด้วยการกระโดดลงจากหน้าต่างห้องพักโรงแรม ที่อยู่สูงจากพื้นราว 3 ชั้น ทว่าก่อนที่เขาจะก้าวเท้าออกไป กลับมีบางสิ่งดังขึ้นในหู

USA’s Billy Mills (722) winner of the 10,000-meter Olympic race at the National Stadium in Tokyo, Oct. 14, 1964. (AP Photo)

ในตอนแรก มิลส์ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเสียงดังกล่าวพูดว่าอะไร จึงพยายามตั้งใจฟัง กระทั่งครั้งที่ 4 เจ้าตัวก็ตระหนักว่า มันมีเสียงก้องที่บอกกับเขาว่า “อย่าทำ” ซึ่งเสียงนั้นเหมือนกับเสียงของคุณพ่อผู้ล่วงลับเอามาก ๆ

เหตุการณ์นี้เอง ทำให้เขานึกถึงสิ่งที่คุณพ่อเคยพูดไว้ก่อนจากโลกนี้ไปว่า การจะเยียวยาหัวใจที่แตกสลาย สามารถทำได้ด้วยการทำสิ่งที่ฝันให้เป็นจริง นั่นทำให้เขาหวนคิดถึงเป้าหมายในชีวิต ก่อนที่จะบันทึกปณิธานดังกล่าวว่า

“เป้าหมาย : เหรียญทองโอลิมปิก วิ่ง 10,000 เมตร”

การตัดสินใจดังกล่าว นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของมิลส์มากมาย หลังจากนั้นไม่นาน เขาได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ แพทริเซีย ซึ่งได้กลายมาเป็นคู่ชีวิตในเวลาต่อมา และแม้เจ้าตัวเลือกทางเดินชีวิตใหม่ด้วยการสมัครเข้าเป็นนาวิกโยธินในปี 1962 แต่ก็ยังคงวิ่งต่อไป ไม่เพียงเท่านั้น กองทัพฯ ยังให้การสนับสนุน เพื่อให้เขาไปแข่งโอลิมปิกปี 1964 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

ในที่สุด การแข่งขันกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติก็มาถึง … ในวันนั้นมิลส์ไม่ได้เป็นตัวเต็งด้วยซ้ำ แต่เขากลับทำผลงานได้ดีเกินคาดหมาย ด้วยการเกาะกลุ่มนำไว้ได้ ถึงกระนั้น เจ้าตัวก็เกือบที่จะถอดใจ

“ตอนนั้นผมเหลือบมองข้างสนามอยู่เป็นระยะ ถ้าไม่เจอใครที่ผมคุ้นหน้า ก็คงถอนตัวไปแล้ว แต่ทันใดนั้น ผมก็เห็นภรรยาของผมร้องไห้อยู่บนอัฒจันทร์ มันทำให้รู้สึกเลยว่า ผมจะถอนตัวไม่ได้เด็ดขาด เพราะสัญญากันไว้แล้ว”

เข้าสู่ช่วงปลายการแข่งขัน เหลือม้าเพียง 3 ตัวที่มีลุ้น – รอน คลาร์ก จากออสเตรเลีย, โมฮัมเหม็ด กัมมูดี จากตูนีเซีย และตัวเขา ม้ามืดจากสหรัฐอเมริกา เข้าสู่ทางตรงสุดท้าย มิลส์แซงขึ้นมานำได้สำเร็จ ทันใดนั้นทุกอย่างก็ค่อย ๆ ช้าลง ๆ จนกระทั่งเขารู้สึกถึงแผ่นเทปที่แปะหน้าอก … สัญลักษณ์แห่งการเข้าเส้นชัย

ในตอนแรก เขาแทบไม่เชื่อด้วยซ้ำว่า เขาคือผู้ชนะการแข่งขันจริง ๆ แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่ยืนยัน เขาก็ตระหนักว่า เหรียญทองโอลิมปิกตกเป็นของเขาแล้ว

ด้วยเหตุนั้นเอง เขาจึงพูดกับภรรยาที่ลงมาแสดงความยินดีถึงในสนามว่า “จิตวิญญาณของผมที่เคยแตกสลาย ได้รับการเยียวยาแล้ว”

เหรียญทองดังกล่าว ทำให้มิลส์กลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ลืมต้นกำเนิด ปี 1986 เจ้าตัวตัดสินใจก่อตั้ง Running Strong for American Indian Youth องค์กรที่ส่งเสริมให้ชาวอินเดียนแดง ผู้ต้องทนอยู่กับสภาพสังคมแบบโลกที่สาม มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ซึ่งมิลส์หวังว่า สิ่งที่ทำ จะช่วยให้ชาวอินเดียนแดง ได้พบกับโอกาสดี ๆ ในชีวิตเฉกเช่นเขา

https://www.wbur.org/onlyagame/2020/05/22/billy-mills-olympic-gold-runner