รถเปิดประทุนหลังคาแข็ง หรือ หลังคาผ้า ? เครื่อง NA หรือ Turbo ? ม้า หรือ กระทิง ?

ถ้าอ่านบทความนี้จบ คุณจะได้คำตอบแน่นอนครับ 
วันนี้ผมจะพูดถึง คู่กัดตลอดการของวงการซุปเปอร์คาร์ นั่นก็คือ Ferrari กับ Lamborghini โดยรุ่นที่ผมจะนำมาเปรียบเทียบกันในวันนี้ คือ Ferrari F8 Spider กับ Lamborghini Huracan EVO Spider ครับ

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในงานออกแบบของ Ferrari F8 Spider ใช้แนวทางการออกแบบเหมือน F8 Tributo ซึ่งเป็น design language ยุคใหม่ของค่าย แฝงด้วยการปรับ กันชนหน้าให้มีช่องดักลมทรงตัว S เพื่อการรีดลมที่ดีขึ้น มาพร้อมไฟหน้า LED แนวตั้ง สปอยเลอร์หลังเปลี่ยนใหม่ทั้งชิ้น ส่วนหลังคาแข็งควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า สามารถเปิด – ปิดภายใน 14 วินาที ในขณะที่ทำความเร็วไม่เกิน 45 กิโลเมตร/ชั่วโมงห้องโดยสารออกแบบมาโดยให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่ ตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์รอบคัน พวงมาลัยมีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กลงจากรุ่นก่อนหน้า ช่วยให้ควบคุมได้ไวขึ้น เบาะนั่งเปลี่ยนแบบใหม่ ผสานเข้ากับมาตรวัดสไตล์คลาสสิก ที่จัดวางวัดรอบเครื่องยนต์ไว้กึ่งกลาง และยังสามารถติดตั้งหน้าจอแสดงผลขนาด 7 นิ้ว ฝั่งผู้โดยสารและออพชั่นอื่นๆเพิ่มได้ครับ

รายละเอียดของ Ferrari F8 Spider

Engine เครื่องยนต์

เป็นเครื่องยนต์ V8 ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ “ International Engine of the Year Award ” ติดต่อกันถึง 4 ปีซ้อน (2016, 2017, 2018 และ 2019)

เครื่องยนต์เบนซิน แบบ V8 90 องศา ขนาด 3.9 ลิตร 3,902 ซีซี. เทอร์โบคู่ อัตราส่วนกำลังอัด 9.6 : 1 กำลังสูงสุด 720 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 770 นิวตันเมตร ที่ 3,250 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Dual Clutch F1 Gearbox

อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 2.9 วินาที อัตราเร่ง 0-200 km/h ภายใน 8.2 วินาที Top Speed ความเร็วสูงสุด 340 km/h

ไม่รอช้าข้ามมาที่ฝั่งกระทิงกันบ้างครับ

Huracan Spyder รุ่นโฉม Evo หรือศัพท์ที่ Lamborghini

ใช้แทนคำในทำนองว่า Minorchange จะถูกเน้นหนักไปที่ส่วนของ การปรับปรุงด้านประสิทธิภาพการขับขี่ รวมทั้งมีการดีไซน์กันชนหน้าใหม่ เพื่อช่วยในเรื่องหลัก Aerodynamic โดย Lamborghini ระบุว่า มันสามารถแรงกดได้มากกว่าเดิมถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับตัวเดิม

สำหรับขุมพลังความแรง มาพร้อมกับเครื่องยนต์ เบนซิน V10 ขนาด 5.2 ลิตร NA ไร้ระบบอัดอากาศ ให้กำลังสูงสุด 640 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบ/นาที ซึ่งหลายคนอาจจะคุ้นตากับตัวเลข เพราะว่า มันถูกยกมาจากเวอร์ชั่น Performante ในรุ่นก่อนปรับโฉมนั่นเอง

โดยใช้การเชื่อมต่อกำลังผ่าน ชุดเกียร์ Dual-Clutch 7 จังหวะ ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD พร้อมระบบเฟืองท้ายแบบ Mechanical Self-locking Rear Differential และระบบเลี้ยว 4 ล้อ

ตัวเลขสมรรถนะจากโรงงานเคลมไว้ว่า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 km/h ได้ภายในเวลา 3.1 วินาที, 0-200 km/h : 9.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 325 km/ 

ด้านความโดดเด่นของรุ่นนี้ แน่นอนว่าคงต้องเป็นในส่วนของ หลังคาเปิดประทุน ที่ยังคงใช้เป็นแบบ Soft Top วัสดุผ้าใบสีดำ เช่นเดียวกับรุ่นก่อน โดยใช้เวลาในการเปิด-ปิด หลังคา 17 วินาที และยินยอมให้ใช้งานระบบกลไกดังกล่าวได้จนถึงความเร็วไม่เกิน 50 km/h

เป็นยังไงกันบ้างครับ คงจะมีคำตอบในใจกันแล้วใช่มั้ยครับ ส่วนตัวผมเลือกม้าลำพองที่มีแรงม้ามากกว่าแบบเสมอควบครึ่งไปยาวๆ