จำแผลอย่าจำผม : แผลเป็นที่อัดแน่นไปด้วยความทรงจำของ ‘ฟร้องค์ ริเบรี่’

PHOTO : BUNDESLIGA

ฟร้องค์ ริเบรี่ คือหนึ่งในนักเตะตำแหน่งริมเส้นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในโลกฟุตบอลอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลที่เขาคว้ามาได้เท่านั้นแต่คำสรรเสริญเยินยอที่หลายคนมอบให้เขาในฐานะคนที่เเข็งแกร่งอีกด้วยและนี่คือสิ่งที่สะท้อนตัวตนของ ริเบรี่ ที่มีผลต่อการเติบโต ความแข็งแกร่งของสภาพจิตใจ และ ลักษณะนิสัยที่มีความสุขได้ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนชี้มาที่หน้าเขาและซุบซิบนินทา “แผลเป็นที่หน้า” คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ติดตามได้ที่นี่

PHOTO : BYuIjs9CQAARlxI

ผลแรกตั้งแต่ “2 ขวบ” 

2 ขวบคือช่วงอายุที่เราอาจจะจำตัวเองไม่ได้ แต่หากว่าใครได้มีประสบการณ์เลี้ยงลูกหรือเลี้ยงเด็กดูแล้วละก็ ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลานี้ต้อง “เซฟ” เรื่องความปลอดภัยให้กับเด็กให้มากที่สุด คำว่า “ริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม” คือคำที่อธิบายถึงการดูแลเด็กในช่วงนี้ได้ชัดเจนที่สุด 

เพราะพวกเขายังพูดหรือสื่อสารได้ไม่ชัดเจนนัก อวัยวะทั้งภายในและภายนอกก็ยังแข็งแรงไม่พอที่จะเจอกับอะไรๆอย่างที่ผู้ใหญ่เป็น ทว่าสำหรับ ริเบรี่ นั้น 2 ขวบคือจุดเริ่มต้นแห่งการสร้างตัวตนของเขา

วันหนึ่งครอบครัวของเขาขับรถไปบนท้องถนนตามปกติ ริเบรี่ ในวัย 2 ขวบนั่งอยู่เบาะหลังและไม่ได้คาดเข็มขัด นั่นเองที่ทำให้เกิดเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นรถของครอบครัวเขา ชนเข้ากับรถ 10 ล้อ และตัวของ “เบบี๋ริเบรี่” ก็ไม่ได้ถูกรัดเข็มขัดนิรภัยไว้ ตัวของเด็กน้อยจึงปลิวกระเด็นมาชนกับกระจกหน้า สร้างแผลฉกรรจ์ชนิดที่ว่าแม้แต่ผู้ใหญ่ก็อาจจะทนไม่ไหว

แผลที่หน้าของเขาเกิดจากการโดนกระจกบาด ว่ากันว่าในช่วงวัยแห่งความเดียงสา ริเบรี่ ต้องเย็บแผลที่บริเวณหน้าของเขาถึง 100 เข็ม … จริงอยู่ที่ ณ เวลานั้นโลกได้รู้จักศัลยกรรมพลาสติกที่สามารถเปลี่ยนแปลงโฉมได้ แต่มี 2 เหตุผลที่ ริเบรี่ ไม่ได้ทำมัน 1. คือเขายังเด็กเกินไป และ 2. ต่อให้เขาโตขึ้นมาครอบครัวของเขาที่เป็นชนชั้นแรงงานก็มีรายได้ห่างไกลกับการทำศัลยกรรมที่มีราคาแพงอยู่ดี 

นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ ริเบรี่ เติบโตขึ้นมาพร้อมกับรอยแผลเป็นที่ใหญ่เกินอายุไปหลายปี แน่นอนว่าในช่วงวัยประถมการเป็นเด็กที่แตกต่างกับคนอื่นมันเลี่ยงไม่ได้ที่จะโดนล้อเลียนและกลั่นแกล้ง  ตัวของ ริเบรี่ ก็ไม่รอดเพื่อนๆที่โรงเรียนเรียกเขาว่า “ไอ้หน้าบาก” หรือ “ไอ้ตัวประหลาด” ซึ่งหากเป็นเด็กคนอื่นที่เติบโตมากับคำล้อเลียนนี้คงเจ็บปวดหัวใจจนอดตีโพยตีพายไม่ไหว แต่ ริเบรี่ นั้นแตกต่างจากทุกคน…. เขาเดินรับคำซุบซิบนินทาได้อย่างสง่าผ่าเผย

“ทุกคนรู้จักผมไม่ใช่เพราะว่าผมชื่อฟร้องก์ ไม่ใช่เพราะผมเป็นคนที่เตะฟุตบอลเก่ง ไม่ใช่เพราะว่าผมเป็นเด็กดี แต่มันเป็นเพราะแผลเป็นรอยนี้ของผมล้วนๆ” 

“ไม่ว่าจะไปไหนผู้คนจะพากันแอบมอง และ จ้องมาที่ใบหน้าของผม พวกเขามองไปที่แผลและซุบซิบนินทากันว่าไอ้หมอนี่มันน่าเกลียดชะมัด..ร้อยทั้งร้อยมีแต่คนพูดแบบนี” ริเบรี่ เล่าย้อนกลับไป 

PHOTO : Vlad1988

รอยแผลจากพระเจ้า

ริเบรี่ เติบโตมาพร้อมกับรอยแผลเป็นที่ทุกคนมองว่าน่าเกลียดนั้น แต่เขาไม่เคยสนใจ เขาเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์เรื่องการเล่นฟุตบอล รวดเร็ว, เยือกเย็น และ เทคนิค เยี่ยม นั่นคือสิ่งที่เขาเป็น ทุกครั้งที่เขาลงสนามเขายังคงโดนถ้อยคำบูลลี่ต่างๆ แต่นั่นไม่ได้ทำให้สภาพจิตใจของเขาย่ำแย่หนำซ้ำ ยิ่งนานวันผ่านไปเขายิ่งภูมิใจกับรอยแผลนั้นมากขึ้นไปอีก

“แผลเป็นนี้แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นและมันคอยหล่อหลอมให้ผมเป็นคนที่มีคาแร็คเตอร์ในแบบที่ผมเป็นอยู่ทุกวันนี้ การจะเป็นผมนั้นไม่ง่ายเลยคุณต้องมีสภาพจิตใจที่เกินร้อยทนต่อการล้อเลียนและนินทาจากเด็กคนอื่นๆ การจ้องมองราวกับตัวประหลาดจากผู้ใหญ่”

“ผมเชื่อว่าพระเจ้าได้ประทานความแตกต่างมาให้กับผม แผลเป็นนี้คือส่วนหนึ่งของชีวิตและมันจะเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนจำผมได้แม่นว่าผมเป็นใคร”  ริเบรี่ กล่าว

การเป็นคนที่มีสภาพจิตใจแข็งแกร่งและทนกับความกดดันมาตั้งแต่เด็กไม่ได้ช่วยให้เขาทนการล้อเลียนและซุบซิบนินทาเท่านั้น แต่มันยังรวมไปถึงการสร้างคาแร็คเตอร์ที่แข็งแกร่งในสนาม ชีวิตค้าแข้งของ ริเบรี่ เองไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลายเหมือนกับชีวิตจริงของเขา 

ตอนอายุ 16 เขาโดน ลีลล์ ปล่อยออกจากสโมสรเพราะตัวเล็กเกินไป ตอนอายุ 19 เขาอยู่กับทีม บูโลญจน์ ก่อนที่อยู่ได้ไม่นาทีมก็ล้มละลาย เขาต้องเดินทางร่อนเร่ทดสอบฝีเท้ากับหลายสโมสร เขาไปยังสถานที่ที่แตกต่างด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นและเข้มเเข็งดวงเดิม … เราจะต้องทำได้ ริเบรี่ บอกตัวเองแบบนั้นเสมอ แม้ว่าช่วงเร่ทดสอบฝีเท้านั้นเขาจะรับจ็อบเป็นคนงานก่อสร้างไปด้วยก็ตาม กว่าจะได้เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพจริงจังก็ปาเข้าไปตอนอายุ 21 ปี 

ถ้าถามว่าอะไรที่ทำให้เขาไม่ยอมแพ้กับความลำบากนี้? ริเบรี่ ก็จะตอบคุณกลับอย่างชัดเจนว่า “เพราะคำล้อเลียนและการโดนมองเป็นตัวประหลาดจากแผลเป็นนั่นแหละคือตัวแปรที่สำคัญที่สุด” 

“คนพวกนั้นนั่นแหละที่ให้นิสัยนี้กับผมมา ผมผ่านอะไรมาเยอะในวัยเด็ก ทรมานกับสิ่งที่พบเจอในแต่ละวัน ครอบครัวผมก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ผมอดทนกับสิ่งที่เกิดขึ้นและขอยืนยันตรงนี้ไม่เคยมีสักครั้งในชีวิตที่ผมหันหน้าชนกำแพงและแอบร้องไห้เพราะความเสียใจที่พวกเขาได้ทำ” ริเบรี่ กล่าว 

แข็งแกร่งจนทุกวันนี้ 

สภาพจิตใจ ความมุ่งมั่น และพรสวรรค์ คือส่วนสำคัญที่ทำให้ ริเบรี่ ก้าวข้ามทุกอย่างได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ช่วงเวลากับทั้ง กาลาตาซาราย,โอลิมปิก มาร์กเซย,ฟิออเรนติน่า และสำคัญที่สุดคือที่ บาเยิร์น คือช่วงที่ ริเบรี่ โชว์ลีลาบนสนามจนทุกคนแทบไม่พูดถึงรอยแผลเป็นบนหน้าของเขาอีกแล้ว “ไอ้หน้าบาก”

PHOTO : PPTV Online

ฉายานี้ไม่มีใครกล้าจะเรียกเขาต่อหน้าด้วยความสุดยอดตลอดชีวิตค้าแข้ง มีแต่คำสรรเสริญและยอมรับในฐานะสุดยอดตัวริมเส้นที่ดีที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สนคำสรรเสริญที่ใครตั้งให้ และไม่เคยมองว่าแผลเป็นที่หน้าคือสิ่งที่น่าอับอายเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้กระทั่งทุกวันนี้เขาก็ยังอยากให้จดจำแผลเป็นของเขาไว้เหมือนกับวัยเด็กที่เขาโดนคนอื่นล้อ เพราะเขาภูมิใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากเขาได้แผลเป็นนั้นมาจากพระเจ้า … 

แผลเป็นที่ทำให้คนจดจำ แผลเป็นที่ทำให้เขาเป็นคนที่แข็งแกร่ง และแผลเป็นนี้ที่ทำให้เขาภาคภูมิใจ…

“ผมภูมิใจกับแผลเป็นของผมที่สุด ไม่สนว่าใครจะพูดถึงมันยังไงแต่ผมอยู่ที่นี่ ผมอยู่ตรงนี้ นี่แหละใบหน้าและผลเป็นของผม มันคือเพื่อนซี้ที่อยู่คู่กับผมมาตลอด ผมส่องกระจก มองมัน และมีความสุขกับรอยแผลนี้” ริเบรี่ กล่าวทิ้งท้าย 

ไม่ต้องแปลใจว่าแม้จะร่ำรวยและมีชื่อเสียงแต่ทุกวันนี้ ริเบรี่ ก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงรอยแผลเป็นของเขา… บางครั้งความทรงจำที่เจ็บปวดก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป หากมองกลับกันมันอาจจะเป็นสิ่งที่ผลักดันคุณให้ไปได้ไกลยิ่งกว่าความสุขด้วยซ้ำไป… ทุกอย่างมีสองด้าน เลือกมองในมุมที่ทำให้ตัวเองมีความสุขเอาไว้แล้วจะดีเอง  อย่าง ฟร้องก์ ริเบรี่ เป็นต้น 

แหล่งอ้างอิง : 

https://www.sportskeeda.com/football/how-franck-ribery-get-permanent-scar

https://www.sportbible.com/football/news-reactions-franck-ribery-reveals-the-heartbreaking-story-behind-his-scars-20180117