ทำไมเราจึงควรมองโลกในแง่ดี? : คุณแม่นักวิ่งมาราธอนที่พาลูกสาวเข้าเส้นชัยด้วยทุกคร้ัง

ทำไมเราจึงควรมองโลกในแง่ดี? คำถามที่ตอบง่ายแต่หลายคนไม่เข้าใจ เพราะบางครั้งชีวิตเราก็เจอกับเรื่องเศร้าและลำบากเกินกว่าจะมองข้ามสิ่งที่ประสบพบเจอไปได้ 

อย่างไรก็ตามทุกอย่างล้วนมีเหตุผล บนความโศกเศร้า ผิดหวัง และยากลำบากที่ฉาบเอาไว้อยู่ชั้นนอกสุด หากคุณมองผ่านมันเข้าไปได้ คุณจะพบเหตุผลว่าทำไมคุณจึงต้องสู้ และในขณะที่กันสิ่งที่จะช่วยให้คุณเจาะทะลุผ่านความเศร้าที่เป็นเปลือกได้ก็คือ “การมองโลกในแง่ดี” นั่นเอง

นี่คือเรื่องราวของคุณแม่ใจสู้คนหนึ่งที่มีลูกทั้งหมด 3 คน และลูกสาวคนสุดท้องเกิดมาพร้อมความพิการที่ทำให้ได้เดินไม่ได้ และเธอเริ่มถามแม่ของเธอว่า “หนูจะวิ่งแบบพวกพี่ๆได้ไหม”  คำถามนั้นเองคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่จะทำให้คุณรู้ว่า “ทำไมเราจึงควรมองโลกในแง่ดี?”

1 จาก 3 ผู้โชคร้าย 

เคลลี่ ทังเฮ (Kelli Tanghe) คือสาวเเกร่งชาวอเมริกัน เธอเป็นคนชอบออกกำลังกายโดยเฉพาะการวิ่งนั้นคือสิ่งที่เธอชอบที่สุด

เธอเลือกลงเเข่งขันงานวิ่งต่างๆมากมาย ทั้งในระดับ มาราธอน และ อัลตร้า มาราธอน ในประเทศ ได้แชมป์มากก็เยอะ ชีวิตเธอไม่ต้องการอะไรพิเศษไปมากกว่าการพยาฝึกและวิ่งเข้าเส้นชัย หลังจากนั้นก็รอรับรางวัลจาก ไมเคิล สามีของเธอที่จะซื้อโดนัทและไดเอ็ทโค้ก มาให้หลังเเข่งจบเสมอ

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเธอโตขึ้นและตกลงปลงใจกับ ไมเคิล ที่จะแต่งงานและมีลูกเป็นพยานรัก  สุดท้ายเธอมีลูกทั้งหมด 3 คน(ลูกสาว 2 ลูกชาย 1) ได้แก่ ลินด์เซย์,นิค และ อารีอานา ตามลำดับ

ในส่วนของ ลินด์เซย์ และ นิค (ปัจจุบันอายุ 26 และ 24 ปี) นั้นเกิดมาพร้อมด้วยภาพร่างกายที่เเข็งแกร่งครบ 32 และยังเติบโตขึ้นมาเป็นนักวิ่งเหมือนกับแม่ของพวกเขา ทว่าสำหรับ อารีอานา สาวน้อยคนสุดท้องที่อายุห่างจากพี่คนรอง 10 ปี กลับเกิดมาแตกต่าง 

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของอะไรก็ตามแต่ อารีอานา เกิดมาพร้อมกับความผิดปกติเธอมีอาการสมองพิการ เดินไม่ได้ และที่สำคัญยังตาบอดอีกด้วย อารีอานา ต้องไปไหนมาไหนด้วยการนั่งบนรถเข็นมาตลอดตั้งแต่ยังเด็ก โดยตลอดระยะเวลาที่เธอนั่งรถเข็นนั้นเธอมักจะได้ยินพี่ๆและ เคลลี่ แม่ของเธอ คุยกันเรื่องการแข่งขันวิ่งเสมอ และนั่นทำให้เธออยากรู้ว่า “วิ่ง” คืออะไร?

เมื่อเริ่มโตขึ้นความอยากรู้อยากเห็นก็มากขึ้น วันหนึ่งที่ อารีอานา เข้าเรียนในระดับมัธยม เธอมีความต้องการที่จะรู้จักการวิ่งมากขึ้น เธออยากจะเเข็งเเรงเหมือนกับพี่ๆ อยากเดินได้เหมือนกับคนอื่นๆ หรือกระทั่งวิ่งได้เหมือนกับแม่ เธอจึงเริ่มถาม เคลลี่ 1 คำถาม และคำถามนั้นเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในครอบครัวนี้

เปิดโลกทัศน์ด้วยจิตใจที่เเข็งแกร่ง

“อารี่ย์ ไม่เคยหยุดถามฉันเลยว่าเธอจะไปวิ่งกับฉันได้ไหม” เคลลี่ กล่าว ซึ่งเธอยอมรับว่าด้วยวัยที่มากขึ้นเธอไม่รู้ว่าเธอจะเข็นรถเข็นของ อารีอาน่า เข้าเส้นชัยในระดับมาราธอนหรืออัลตร้ามาราธอนได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆเมื่อลูกขอมาขนาดนี้เธอต้องหาทางตอบสนองให้ได้

“ฉันไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าร่างกายฉันจะแกร่งพอที่จะวิ่งไปเข็นไปได้หรือไม่ ดังนั้นเราจึงเริ่มลองลงวิ่งในระยะ 5 กิโลเมตรก่อน และ 5 กิโลเมตรนั้นทำให้ อารีอานา ลูกสาวของเธอมีความสุขที่เท่าที่เคยมีมา

“อารีย์ รู้สึกตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด ฉันเองก็ดีใจและมีความสุขมากที่ได้เห็นสีหน้าของเธอแบบนั้น จากรอยยิ้มนั้นความเชื่อฉันเปลี่ยนไป ฉันเชื่อว่าเราสามารถไปด้วยกันและไปได้ไกลกว่านี้ได้แน่นอน” เคลลี่ กล่าว 

ทั้งสองแม่ลูกเริ่มออกซ้อมวิ่งกันทุกเช้า ภาพที่ผู้คนเห็นประจำคือ เคลลี่ จะเข็นรถที่มี อารีอาน่า นั่งและวิ่งไปรอบๆสวนสาธารณะหรือตามที่ต่างๆ เป้าหมายที่เคยจะทำเพื่อให้ลูกได้รู้ว่าการวิ่งเป็นอย่างไรก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆผ่านการซ้อมแต่ละวัน พวกเธอทั้ง 2 คนรู้สึกถึงความหวัง และความสุขที่มาพร้อมกับการตัดสินใจครั้งนี้ และทั้งคู่ตกลงกันว่า จะลองลงวิ่งเเข่งมาราธอนดูสักครั้ง 

สำหรับ อารีอาน่า เธอไม่รู้หรอกว่าระยะทางไกลแค่ไหน วิ่งแข่งกับใคร และรอบข้างเธอเป็นอย่างไรบ้าง แต่เธอตอบรับคำท้าทายของแม้เธอ เพราะเธอรู้ว่าทุกครั้งที่ได้ออกวิ่งไปพร้อมๆแม่โลกของเธอที่มืดมิดก็มีแสงสว่างแห่งความสุขออกมาเสมอ

“เมื่อฉันได้วิ่งฉันรู้สึกว่าความพิการของฉันหายไป มันไม่มีอีกเเล้ว” อารีอาน่า กล่าว 

เคลลี่พร้อม อารีอาน่าพร้อม พี่ๆของเธอก็พร้อมจะวิ่งเคียงข้างและที่สำคัญคือ ไมเคิล ผู้เป็นพ่อทำหน้าที่เดิมเหมือนกับที่เคยทำเมื่อหลายปีก่อน เขาจะซื้อโดนัทและไดเอ็ทโค้กมารอภรรยาและลูกๆของเขาหลังเส้นชัย เขาทำหน้าที่ดังกล่าวมาเเล้วทั้งหมด 13 ครั้ง นั่นหมายความ เคลลี่ และ อารีอานา คือคู่แม่ลูกที่จบมาราธอนมาทั้งหมด 13 ครั้ง ภายในระยะเวลา 4 ปี …. นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา และสามารถทำกันได้ทุกคนอย่างแน่นอน

จงมองโลกในแง่ดีแล้วทุกอย่างเปลี่ยนไป

ภาพของ เคลลี่ และ อารีอาน่า เป็นภาพที่ทุกคนคุ้นตาในการแข่งขันวิ่งระยะไกล แน่นอนพวกเธอไม่เคยชนะการแข่งขันหรอก แต่สิ่งที่พวกเธอทำมันสะท้อนให้คนอื่นๆเห็นว่าชีวิตนั้นมีอีกมุมให้มองเสมอ บางครั้งที่คิดว่าเศร้าสุดๆ โศกสุดๆ แต่เราก็ยังหาด้านดีของมันได้ … แม้ อารีอาน่า จะเกิดมาพิการและตาบอด แต่อย่างน้อยการมาออกวิ่งพร้อมกับแม่และครอบครัวก็ทำให้เธอได้รู้สึกถึงบางสิ่งที่พิเศษ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

“เมื่อคุณล้มลง คุณอาจจะหยุดและถอดใจ แต่เมื่อคุณได้มองเห็นภาพของพวกเธอสองคนช่วยกันวิ่งเข้าเส้นชัย มันคือพลังที่ยิ่งใหญ่และภาพนั้นจะบอกให้คุณรู้ว่า “ทำไมฉันจะทำแบบนั้นไม่ได้” สตีฟ คูเปอร์ หนึ่งในนักวิ่งระยะไกลกล่าวถึงความรู้สึกที่เขาได้เห็น เคลลี่ และ อารีอาน่า 

ปัจจุบันนี้ทั้งคู่มีชื่อเสียงโด่งดังและมักจะถูกเชิญไปวิ่งในงานการกุศล และมีการเปิดเว็บ “Team Ari” ด้วยจุดประสงค์ของการให้กำลังใจผู้คน การช่วยเหลือ และมอบความกล้าให้ใครก็ตามที่ต้องการมัน 

พวกเขาอธิบายในเว็บไซต์ของตัวเองว่า “พวกเราคือคนที่มองโลกในแง่ดี พวกเรามีความหวังเสมอ เมื่อผิดหวังเราจะบอกตัวเองว่า อีกซักทีน่า! และสิ่งนั้นเองที่ทำให้เรากลายเป็นเราเหมือนทุกวันนี้… การออกวิ่งพร้อมกับความกล้าและการมองโลกในแง่ดี บอกให้โลกรู้ว่าเราคือใคร” 

ปัจจุบันทั้งคู่ยังคงเป็นนักวิ่งระยะไกลด้วยกันต่อไป และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ แม้สุดท้ายแล้วอาการของ อารีอาน่า จะไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ ทว่าสิ่งที่เธอได้รับจากแม่และครอบครัวก็ทำให้เธอมองโลกในแง่ดีได้ในท้ายที่สุด…  อย่าคิดว่าตัวเองไม่เหลืออะไร อย่าคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถ ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ เพียงแค่เริ่มมองโลกในแง่ดีและเลิกจมกับความทุกข์ที่ได้พบเจอเท่านั้นเอง 

แหล่งอ้างอิง