Hyperloop นวัตกรรมคมนาคมแห่งอนาคต จากกรุงเทพไปเชียงใหม่แค่ 30 นาที!

ถ้าใครเคยติดตามข่าวสารด้านการคมนาคมระดับโลกมาบ้าง คงจะเคยได้ยินชื่อของ Hyperloop ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ที่เขาว่ากันว่า Hyperloop จะกลายมาเป็นการคมนาคมทางหลัก และสามารถพัฒนาให้เป็นช่องทางการคมนาคมพื้นฐานในแตละประเทศได้อีกด้วย ที่สำคัญ Hyperloop ยังเป็นการเดินทางด้วยความเร็วสูงชนิดที่เรียกว่า จากกรุงเทพไปเชียงใหม่ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงเท่านั้น แล้วเจ้า Hyperloop นี้ จริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่ มาทำความรู้จักกับการคมนาคมสุดล้ำแห่งอนาคตตัวนี้ไปพร้อมๆ กันครับ

PHOTO : andrey_l

ใครที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงคงต้องเคยเจอกับปัญหารถติด รถช้า มาไม่ตรงเวลา หรืออยากจะไปเที่ยวต่างจังหวัด จะไปรถไฟก็ช้า เครื่องบินบางทีก็ตั๋วแพง ก็เรียกได้ว่าปัญหาการคมนาคมในไทยยังคงไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างจริงจังเสียที

แต่ถ้าใครเคยติดตามข่าวสารด้านการคมนาคมระดับโลกมาบ้าง คงจะเคยได้ยินชื่อของ Hyperloop ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ที่เขาว่ากันว่า Hyperloop จะกลายมาเป็นการคมนาคมทางหลัก และสามารถพัฒนาให้เป็นช่องทางการคมนาคมพื้นฐานในแตละประเทศได้อีกด้วย ที่สำคัญ Hyperloop ยังเป็นการเดินทางด้วยความเร็วสูงชนิดที่เรียกว่า จากกรุงเทพไปเชียงใหม่ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงเท่านั้น แล้วเจ้า Hyperloop นี้ จริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่ มาทำความรู้จักกับการคมนาคมสุดล้ำแห่งอนาคตตัวนี้ไปพร้อมๆ กันครับ

Hyperloop คืออะไร?

PHOTO : Betelejze

Hyperloop คือเทคโนโลยีการคมนาคม หรือการขนส่งมวลชนรูปแบบใหม่ ด้วยการเคลื่อนที่ผ่านท่อสูญญากาศ โดยผู้โดยสารจะนั่งในแคปซูล หรือกระสวยที่ออกแบบให้ใช้กับ Hyperloop โดยเฉพาะ ซึ่งการเคลื่อนที่ของกระสวยดังกล่าวใน Hyperloop จะใช้การลอยตัวด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Levitation Technology)

และด้วยความที่ท่อขนส่งเป็นแบบสูญญากาศ ทำให้มีแรงเสียดทานต่ำ สามารถทำความเร็วได้มากขึ้นกว่าการเดินทางรูปแบบอื่นๆ จึงคาดการณ์กันว่าในทางทฤษฎีแล้ว การเดินทางด้วย Hyperloop สามารถทำความเร็วได้ถึง 1,200 กิโลเมตร/ชั่วโมง เลยทีเดียว ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือ เราสามารถเดินทางจาก กรุงเทพ-เชียงใหม่ ที่มีระยะทางประมาณ 700 กิโลเมตร ได้ในเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

สำหรับรูปแบบการทำงานของ Hyperloop จะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) เป็นพลังงานหลักเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ส่วนท่อขนส่งภายในที่เป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ด้านบน กับด้านล่างของท่อจะมีตัวแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อพยุงให้กระสวย หรือแคปซูลดังกล่าวลอยอยู่กลางท่อ เวลาเคลื่อนที่จึงไม่มีการเสียดทานกับพื้นผิวใดๆ เหมือนกับล้อรถยนต์ หรือต้องโดนแรงต้านอากาศแบบเครื่องบิน และตรงนี้เองที่เป็นจุดเด่นทำให้ Hyperloop สามารถเดินทางด้วยความเร็วสูงได้ดีกว่าพาหนะชนิดอื่นๆ

ไอเดีย Hyperloop มาจากไหน?

PHOTO : VANESSA ROMO

จริงๆ แล้วไอเดียในการแก้ปัญหา หรือการพัฒนาการคมนาคมในทุกๆ พื้นที่มีอยู่ก่อนนานแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการลดปัญหาการจราจรด้วยการสร้างถนนเพิ่มขึ้น หรือถ้าเป็นระบบขนส่งมวลชนใหญ่ๆ ก็จะใช้รถไฟฟ้าแบบที่ประเทศไทยมี หรือแผนการสร้างรถไฟความเร็วสูงที่กระจายคนออกนอกเมืองหลวง แต่พอดีว่าไอเดียการพัฒนาคมนาคมจุดนี้ดันไปอยู่ในหัวสมองของ Elon Musk เจ้าพ่อเทคโนโลยีระดับโลก ผู้ก่อตั้งบริษัท SpaceX และ Tesla ทำให้ไอเดียนี้กำลังถูกทำขึ้นให้เป็นจริง

Elon Musk เปิดเผยทฤษฎี Hyperloop นี้ตั้งแต่ปี 2013 โดยให้ความเห็นว่า เทคโนโลยี Hyperloop จะเป็นระบบขนส่งมวลชนที่รวดเร็ว และสะดวกที่สุด อีกทั้งต้นทุนในการก่อสร้างก็ถือว่าถูกกว่า โดย Elon ได้ยกตัวอย่างการสร้างรถไฟความเร็วสูงที่สหรัฐอเมริกาโครงการหนึ่งที่ใช้เงินลงทุนถึง 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท) แต่สำหรับการก่อสร้าง Hyperloop จะใช้เงินลงทุนเพียง 6 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.9 แสนล้านบาท) เท่านั้น ซึ่งถือว่าประหยัดงบประมาณไปได้หลายเท่าตัว

แต่อย่างไรก็ตาม Elon Musk ไม่ได้เป็นผู้พัฒนา Hyperloop เป็นผู้เดียวบนโลกใบนี้ เพราะเขาให้เหตุผลว่านี่เป็นนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนระบบการขนส่งของมนุษยชาติให้ดีขึ้น ดังนั้น ไอเดียนี้เขาให้ใช้เป็น Open Source บริษัทอื่นๆ สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ทันทีโดยไม่มีข้อแม้ ทำให้มีบริษัทเอกชนชื่อดังอย่าง Virgin Hyperloop One และ Hyperloop Transportation Technology นำไอเดียนี้ไปพัฒนาด้วย ส่วนตัว Elon Musk เองก็ตั้งบริษัท The Boring Company ขึ้นมาใหม่เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้าน Hyperloop นี้โดยเฉพาะ

Hyperloop ไม่ได้เป็นแค่ทฤษฎี แต่มีการทดลองวิ่งจริงจังแล้ว

PHOTO : John Edgren

ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2017 โครงการ Hyperloop จาก Hyperloop One ได้ทำการทดลองวิ่งจริงในบริเวณทะเลทรายของรัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการ และรางวิ่งจำลองของบริษัท และประสบความสำเร็จในการทดลองด้วย จะเป็นอย่างไร ลองไปชมภาพกัน

สำหรับการทดลองวิ่งในครั้งนี้ ตัวแคปซูลสามารถทำความเร็วได้ถึง 112 กิโลเมตร/ชั่วโมง ผ่านท่อขนส่งระยะทาง 487 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.3 เมตร จนทำให้ตัวแคปซูลลอยตัวเหนือรางวิ่งได้เป็นระยะเวลาถึง 5 วินาที และทางทีมพัฒนายังตั้งเป้าหมายอย่างจริงจังว่า การทดลองครั้งหน้าพวกเขาจะทำความเร็วให้ได้ถึงระดับ 400 กิโลเมตร/ชั่วโมง ด้วย

https://www.wired.com/video/watch/watch-the-hyperloop-complete-its-first-successful-test-ride

ข้อดีของ Hyperloop นวัตกรรมแห่งอนาคต

PHOTO : Francesca Street

แน่นอนว่าจุดเด่นอย่างแรกของการใช้ Hyperloop ก็คือ ความเร็วในการเดินทาง ด้วยการใช้เทคโนโลยีแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ช่วยให้ตัวแคปซูลลอยตัวอยู่เหนือราง เป็นการวิ่งแบบ “ไร้ล้อ” ทำให้ไม่มีแรงเสียดทานบนพื้นผิว ประกอบกับท่อส่งเป็นแบบสูญญากาศ ทำให้ไม่มีแรงต้านอากาศเข้ามาเกี่ยวข้อ การเร่งความเร็วไปจนถึงระดับ 1,200 กิโลเมตร/ชั่วโมง จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ประการที่สอง เรื่องของพลังงาน ตัว Hyperloop เองใช้พลังงานสังเคราะห์ที่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์อีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด ไม่มีการสร้างมลพิษเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ หรือสร้างมลภาวะออกสู่โลกภายนอก ซึ่งแตกต่างกับการเดินทางด้วยยานพาหนะแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์, เรือ หรือเครื่องบิน เพราะยานพาหนะทั้งหมดเหล่านี้ล้วนใช้เชื้อเพลิงที่เป็นน้ำมันในการขับเคลื่อนทั้งสิ้น และการเผาไหม้เชื้อเพลิงเหล่านั้นก็สร้างมลภาวะทางอากาศให้กับโลกของเราดังที่เห็นกันในปัจจุบัน

ประการที่สาม งบประมาณในการดำเนินการก่อสร้างถูกกว่าการสร้างรถไฟความเร็วสูงเสียอีก ทำให้การลงทุนสร้าง Hyperloop ในแต่ละพื้นที่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่ถูกกว่า อีกทั้งตัวท่อส่ง รวมถึงระบบต่างๆ ใช้พื้นที่น้อยกว่าการสร้างทางรถไฟด้วย

ประการที่สี่ เนื่องจาก Hyperloop สามารถทำความเร็วได้สูงมาก สิ่งที่ตามมาก็คือ การประหยัดเวลาในการเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง และเมื่อการเดินทางจากที่ไกลๆ สามารถทำได้ในเวลาอันสั้นแล้ว การลดความแออัดของประชากรในชุมชนเมืองก็จะตามมาด้วย ลองคิดเล่นๆ ว่า ตัวเราอยู่เชียงใหม่ แต่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพ พอเลิกงานก็กลับบ้านที่เชียงใหม่ได้ในเวลาครึ่งชั่วโมง ไม่ต้องมาอาศัยอยู่ในเมืองหลวง แบบนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี

แต่อย่างไรก็ตาม การใช้งาน Hyperloop ในเชิงพาณิชย์อาจจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพราะขั้นตอนการพัฒนาระบบ และเทคโนโลยีต่างๆ ยังไม่ถึงจุดที่จะนำออกมาใช้งานจริงได้ แต่จากผลการทดลอง พร้อมทั้งการอัปเดตความคืบหน้าต่างๆ ของโครงการที่เปิดเผยออกมาให้เห็นกัน ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีว่า Hyperloop น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในอนาคตอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไหน และผลการดำเนินงานจะเป็นอย่างไรบ้างเท่านั้นเอง และถ้าประเทศไทยได้มีโอกาสสร้าง Hyperloop ให้ใช้งานได้จริง นอกจากความเจริญก้าวหน้าของเศรษฐกิจ และการลดปัญหาการจราจรแล้ว คราวนี้ เราคงได้เสียเงินให้กับ Hyperloop เพื่อไปเที่ยวต่างจังหวัดกันบ่อยขึ้นแน่นอน