เรื่องจริงจากหัวใจ : ความลับระดับตำนานของ ดาบิด ซิลบา

ในฤดูกาล 2019-20 นี้ ดาบิด ซิลบา มีโอกาสลงสนามให้กับ แมนฯ ซิตี้ น้อยที่สุดนับตั้งแต่เขาอยู่กับทีมมายาวนานร่วม 10 ปี เหตุผลไม่ใช่เพราะว่าเขาฟอร์มตกหรือไร้ประสิทธิภาพแต่มันเป็นเพราะ แมนฯ ซิตี้ ต้องการเตรียมทีมให้พร้อมสำหรับวันที่ไม่มีเขา เนื่องจากหลังจบฤดูกาลนี้ ซิลบา จะย้ายออกจากสโมสรเนื่องจากหมดสัญญานั่นเอง

แน่นอนในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่ง แม้ ซิลบา จะกวาดแทบทุกเเชมป์กับ ซิตี้ แต่เขายังมีความกระหายที่จะลงเล่น เขาอยากจะลงสนามเสมอมา แม้วัยจะมากขึ้นไม่ปราดเปรียวเหมือนแต่ก่อน ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาไม่เคยคิดปริปากบ่นก็เพราะ “ฟุตบอล” ในมุมมองของเขามันได้เปลี่ยนไปแล้วตลอดกาลจากเหตุการณ์เมื่อ 2 ปีก่อน… มันคือความลับและความเครียดที่เกือบทำให้เขาเกือบต้องเสียใจไปตลอดชีวิตมาเเล้ว

PHOTO : Cosmin Iftode

หน้าที่ที่ต้องเลือก

ย้อนกลับไปในการเเข่งขันพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2017-18 ณ ช่วงเวลานั้น แมนฯ ซิตี้ ถือเป็นทีมที่กำลังสร้างประวัติศาสตร์ของตนเองขึ้นมาใหม่ หลังจากการมาของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อัจฉริยะกุนซือระดับต้นๆของโลก

กว่าที่ เป๊ป จะเข้าตำราโหดเปลี่ยน ซิตี้ กลายเป็นทีมหมายเลข 1 ของลีก(คว้าแชมป์ลีกได้มากที่สุดใน 10 ปีหลัง)ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย… ปีแรกของ เป๊ป นั้นระบบการเล่น ติกี้ ตาก้า ของเขาโดนสอนเชิงจากความพ่ายแพ้ถึง 6 เกมและเสมออีก 9 เกม แต้มตามหลังทีมแชมป์ถึง  15 แต้มในฤดูกาล 2016-17

ณ เวลานั้น เป๊ป ต้องการผ่าตัดทีมใหม่ นักเตะคนไหนที่ไม่ตรงกับสไตล์การทำทีมและปรัชญาของเขาจะต้องโดนขายออกไปเพื่อหาเงินเข้ามาซื้อนักเตะที่ถูกจุด ซึ่ง ณ ตอนนั้นมีไม่กี่คนที่ เป๊ป ยืนยันจัดเจนว่าจะได้เป็นเเกนหลักในยุคของเขานั่นคือ ดาบิด ซิลบา นั่นเอง

ทว่าในฤดูกาล 2017-18 ที่ต้องการแชมป์ เป๊ป กลับต้องขาด ดาบิด ซิลบา ไปมากกว่า 10 เกม … เขามักจะหายไปในสุดสัปดาห์ที่มีการแข่งขัน แม้กระทั่งเกมที่เจอกับรองแชมป์ในปีนั้นอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด โดยที่สื่อเจ้าดังๆก็ยังไม่กล้าฟันธงว่าเขาหายไปไหน..

ความจริงที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นมันไม่ใช่เพราะเขาบาดเจ็บ หรือมีปัญหาทางวินัยจนโดนตัดชื่ออกจากทีม แต่สภาพจิตใจของเขา ณ เวลานั้นต่างหากที่ไม่พร้อมลงเล่น ไม่ว่าจะกี่วินาทีก็ตาม เพียงแต่มันยังเป็นความลับที่เขาซ่อนมันไว้เพียงลำพัง

เรื่องดังกล่าวคือเรื่องที่ ซิลบา เล่าว่าเป็นจุดเปลีย่นของชีวิตเขาอย่างแท้จริง เมื่อ เจสซิก้า ภรรยาของเขาตั้งครรภ์ ในช่วงเวลาที่เขากำลังเล่นได้ดีที่สุดในชีวิตค้าแข้ง ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว ทว่าสุดท้ายเกิดความผิดปกติบางอย่างขึ้น นั่นคือ เจสซิก้า ต้องคลอดก่อนกำหนดเพราะตั้งครรภ์ได้เพียง 25 สัปดาห์เท่านั้น(อายุครรภ์ปกติแบบพร้อมคลอดอยู่ที่ 36 สัปดาห์) นี่คือเรื่องที่อันตรายและร้ายแรงอย่างปฎิเสธไม่ได้  และหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรบนโลกนี้สำคัญกับ ซิลบา อีกเเล้วนอกจากคำว่าครอบครัว

มันไม่ใช่การคลอดก่อนกำหนดธรรมดา แต่ลูกชายของเขา “มาเตโอ” เกิดมาพร้อมกับสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์  และอยู่ในสภาพที่ต้องลุ้นว่าจะรอดหรือไม่แบบวันต่อวันเลยทีเดียว 

PHOTO : Vitalii Vitleo


ครอบครัวต้องมาก่อน

“ลูกชายของผมที่เพิ่งเกิด เขามีปัญหาในการคลอดก่อนกำหนด เขาต้องต่อสู้กับชีวิตแบบวันต่อวันจากการช่วยเหลือของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด” ซิลบา เปิดเผยเรื่องดังกล่าวภายหลัง

“ผมบอกได้เลยไม่มีคนไหนบนโลกพร้อมสำหรับเรื่องแบบนี้หรอก ทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของเด็กที่คลอดก่อนกำหนด แต่จนกว่าจะได้สัมผัสตัวเอง คุณจึงจะได้ว่ามันคือช่วงเวลาที่เลวร้ายขนาดไหน” 

ซิลบา ต้องบินไปกลับระหว่างสเปน กับ อังกฤษ ทุกสัปดาห์ ณ เวลานั้นเขาไม่เคยกลัวจะเสียชื่อเสียงและเงินทองจากการเป็นนักเตะอาชีพ แม้เขาจะเป็นคนสำคัญของทีม แต่หน้าที่หัวหน้าครอบครัวคือสิ่งที่เขาเลือกทำก่อนแบบไม่ต้องคิดมาก ช่วงแรกเขาไม่เคยบอกเล่าเรื่องนี้กับใครเพราะเครียดและเป็นกังวลมากเกินไป 

ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่กำลังเข้าสู่ช่วง บ็อกซิ่ง เดย์ หรือช่วงที่มีเกมการเเข่งขันเข้มข้นที่สุด ซิตี้  ต้องการเขาด้วยเช่นกัน ซิลบา รู้สึกว่าเป็นปัญหาใหญ่เกินรับมือ เขาต้องบินไปกลับสเปน ดูแลครอบครัว ลงซ้อม และลงเเข่ง วนไปอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเขาได้เปิดใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขาให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฟัง

“ผมบินไปกลับอังกฤษ -สเปน พยายามมาอยู่กับลูก พยายามไปซ้อม กลับไปเล่นให้ทีม มันเป็นเรื่องยากที่จะคงสภาพจิตใจ  ตอนนั้นเป็นช่วงคริสต์มาส เป็นช่วงที่โปรแกรมชุกที่สุดในฤดูกาล ผมรู้ว่าทีมกำลังต้องการผม เรากำลังทำผลงานได้ดี แต่ก็ยังไม่มีอะไรแน่นอน ดังนั้นมันยังเป็นการแข่งที่สูสีมาก”

ทุกอย่างที่ ซิลบา แบกรับถูกยกออกไปจากอกของเขาทันที เมื่อเขาพบกับ เป๊ป ทั้ง 2 คนคุยกันอย่างลูกผู้ชาย และได้คำตอบอย่างลูกผู้ชายเช่นกัน เป๊ป ตอบกลับ ซิลบา ทันทีว่า “จงทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวให้ดีที่สุด สถานการณ์ ณ ตอนนี้พวกเราจะจัดการมันเอง”

“เป๊ป บอกผมว่า ฟังนะ ไม่มีอะไรสำคัญกว่าครอบครัวหรอก ใช้เวลาเท่าที่ต้องการเพื่อดูแลลูก ครอบครัว รวมถึงตัวนายเองด้วย มันเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิตผม เป๊ปและทุกคนในสโมสรแสดงให้เห็นถึงความดีและความรักที่คุณจะได้พบเจอเฉพาะตอนที่เจอปัญหาหนักๆ เท่านั้น” ซิลบา กล่าว

ทุกปัญหาแก้ได้ด้วยการ “แชร์” 

หลังจากนั้นข่าวเรื่อง ซิลบา และ มาเตโอ ลูกชายที่คลอดก่อนกำหนดก่อนกระจายไปในวงกว้าง ณ เวลานั้น ซิลบา ได้รับรู้ว่าการเลือกครอบครัวมาเป็นอันดับแรกคือการตัดสินใจทีดีที่สุดในชีวิตเขา และที่สำคัญการได้บอกเล่าปัญหาและเรื่องหนักใจให้ใครสักคนที่ไว้ใจได้ได้ฟัง ถือเป็นการระบายและการช่วยหาทางแก้ในแบบที่ตัวเองคิดไม่ถึงอีกด้วย

ซิลบา กลัวว่าทุกคนจะหาว่าเขาไม่มีความเป็นมืออาชีพ ทว่าเมื่อความจริงปรากฎทุกอย่างกลับเป็นไปตรงข้ามกับสิ่งที่เขาคิดไปโดยปริยาย เพื่อนๆร่วมทีมทุกคนยินดีอย่างยิ่งที่จะทำงานหนักแทนในส่วนที่เขาขาดหายไป และที่สำคัญเขายังได้กำลังใจจากทุกๆคน รวมถึงแฟนๆต่างทีมด้วย

“เราคือสโมสรที่สู้เพื่อเป็นแชมป์ แต่ในช่วงเวลานั้น ผู้จัดการทีม สต๊าฟฟ์ เจ้าของ เพื่อนร่วมทีม และแฟนบอลทุกคน แสดงให้ผมเห็นว่าพวกเขาเข้าใจว่ายอดทีมไม่จำเป็นต้องคิดแต่เรื่องฟุตบอลอย่างเดียวเท่านั้น  ที่นี่เราไม่ได้มีแค่คนที่ประสบความสำเร็จ แต่เรามีคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่รู้ว่าครอบครัวคือที่สุด” ซิลบา เผย

ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ ซิลบา ยกภูเขาออกจากอก เขาไม่ต้องบินไปๆกลับๆ และได้เวลาอยู่กับครอบครัวเต็มที่ เขานอนเฝ้าลูกที่โรงพยาบาลในเมือง บาเลนเซีย ให้กำลังใจลูกชายและขอบคุณหมอ รวมถึงพยาบาลที่ช่วยดูแล มาเตโอ กันอย่างสุดฝีมือ และสุดท้ายหลังจากที่ต้องนอนโรงพยาบาลอยู่หลายเดือน มาเตโอ ก็แข็งแรงพอที่จะกลับมาอยู่ที่บ้านพร้อมๆกับครอบครัวได้เเล้ว และนั่นเองคือช่วงเวลาที่ ซิลบา บอกเรื่องราวทั้งหมดให้ทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้างตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา

 “ในที่สุดเรากำลังจะได้กลับบ้าน เราจะรู้สึกขอบคุณทีมแพทย์ที่โรงพยาบาล กาซา เด ซาลูด ตลอดไป สำหรับความเป็นมืออาชีพและการดูแลที่แสดงให้เราเห็นตลอด 5 เดือนที่แสนยาวนาน ขอบคุณจริง ๆ”  ซิลบา โพสต์ข้อความดังกล่าวเป็นแคปชั่นในอินสตาเเกรม มันคือรูปของเขาและ มาเตโอ โดยสีหน้าของเขานั้นเป็นการยิ้มกว้างมากที่สุดในรอบเกือบปีเลยทีเดียว 

เมื่อ มาเตโอ แข็งแรงพอกลับมาใช้ชีวิตปกติ สโมสร แมนฯ ซิตี้ ก็ได้เชิญให้เขาเข้ามาเป็น มาสค็อต ในเกมที่ เรือใบสีฟ้า เปิด เอติฮัด สเตเดี้ยม พบกับ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ในปี 2018  ก่อนเกมจะเริ่ม ซิลบา อุ้ม มาเตโอ ลงมาที่กลางสนามและแฟนบอล ซิตี้ ก็ส่งเสียงเชียร์ดังกระหึ่มยิ่งกว่าชัยชนะเกมไหนๆ … นี่คือการเอาชนะในฐานะทีมและครอบครัวเดียวกันอย่างแท้จริง ขณะที่ในเกมนั้น ซิตี้ เอาชนะ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ไป 6-1 และในบั้นปลายพวกเขากลายเป็นแชมเปี้ยนของ พรีเมียร์ลีก อีกครั้ง

“ผมขอบคุณทุกๆ คนสำหรับข้อความอวยพร และความรักที่ส่งให้ผมตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องขอขอบคุณเพื่อนร่วมทีม, ผู้จัดการทีม รวมถึงทุกๆ คนในสโมสรที่เข้าใจสถานการณ์ของผมเป็นอย่างดี” เขากล่าวหลังเกมถล่มฮัดเดอร์สฟิลด์ จบลง 

ตำนานที่สร้างขึ้นเอง

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นเป็นช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกฟุตบอล หลายคนอาจจะเคยมองว่า แมนฯ ซิตี้ คือสโมสรประเภท 3 ล้อถูกหวยที่ไร้ซึ่งประวัติศาสตร์ ทว่าทุกประวัติศาสตร์นั้นล้วนมีก้าวแรกเสมอ

ในยุคของ ซิลบา และผองเพื่อน รวมถึง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า พวกเขาเริ่มสร้างรอยเท้าเป็นของตัวเองและถูกยกย่องให้เป็น 1 ในสโมสรที่ดีที่สุดในยุโรป  แต่เหนือสิ่งอื่นใดการจะเป็นทีมระดับตำนานได้นั้นนอกจากการเป็นเเชมเปี้ยนแล้ว สตอรี่ที่น่าประทับใจก็เป็นสิ่งที่สโมสรระดับตำนานจะขาดไปไม่ได้เช่นกัน

ซิลบา เก่งแค่ไหนทุกคนรู้ แมนฯ ซิตี้ เฉียบขาดในฐานะทีมฟุตบอลแค่ไหนทุกคนก็รู้ … แต่เรื่องราวระหว่างปี 2017 คาบเกี่ยว 2018 คือปีที่ เรือใบสีฟ้า แสดงคำว่า “คลาส” ออกมาให้ได้เห็นอย่างชัดเจน ขณะที่ ซิลบา เองก็ได้รับการยกย่องจากทั้งเพื่อนร่วมทีมและคู่แข่งว่าคือสุดยอดนักเตะที่ไม่ใช่แค่เก่ง แต่ยังคงเป็นสุดยอดลูกผู้ชายคนหนึ่งด้วย

“ผมไม่เคยคิดเลยว่าผู้เล่นจากสโมสรคู่แข่งร่วมเมืองจะให้เครดิตทั้งในและนอกสนามได้มากที่สุดเท่ากับเขา ดาวิด ซิลบา” แกรี่ เนวิลล์ ตำนานของ แมนฯ ยูไนเต็ด อริร่วมเมืองของ แมนฯ ซิตี้ ยังอดจะกล่าวชื่นชมไม่ได้

ใครว่า ซิตี้ ไม่มีตำนาน… การเข้ามาของ ซิลบา ในปี 2010 คือจุดเริ่มต้นตำนานที่น่าจดจำบทหนึ่งของสโมสรแห่งนี้ อย่างแท้จริง