ม้าเหล็กแห่งแคนซัส : ‘เกล็น คันนิ่งแฮม’ จากเด็กที่เดินไม่ได้สู่ชายที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก

PHOTO : ROBERT JAY WATSON

นานมาเเล้วทื่เมือง แคนซัส รัฐแอตเเลนต้า ในประเทศสหรัฐอเมริกา ย้อนกลับไปในช่วงยุค 1910 มีเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นจากชายที่ชื่อว่า เกล็น คันนิ่งแฮม สุดยอดนักวิ่งระดับโอลิมปิกของอเมริกา…

เขาไม่ได้เหรียญทอง ไม่ได้ชนะการแข่งขัน แต่มันมีเหตุผลที่เรื่องราวของเขาถูกกล่าวถึงในฐานะตำนาน และเรื่องราวทั้งหมดเป็นเช่นนี้…

อย่าฝันว่าจะได้ทำอะไร

ในยุคปี 1900 สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในช่วงที่ก่อร่างสร้างประเทศให้กลายเป็นมหาอำนาจของโลก ในยุคสมัยนั้นทุกอย่างเป็นระบบพึ่งพาตัวเองเกือบเต็มรูปแบบ หิวก็ต้องลุกมาหางานทำเพื่อเอาเงินไปซื้อของกิน อยากได้ทำงานดีๆก็ต้องตั้งใจเรียน หรือแม้กระทั่งในวันที่หนาวสุดๆ หากอยากจะทำให้ร่างกายอบอุ่นก็ต้องพยายามสร้างกองไฟขึ้นมา ไม่เว้นแม้กระทั่งกับเด็ก 7 ขวบอย่าง เกล็น คันนิ่งแฮม

เกล็น เป็นเด็กตั้งใจเรียน เขามักจะมาโรงเรียนก่อนใครเพื่อน โรงเรียนของเขาเป็นโรงเรียนเล็กๆในชนบทของ แคนซัส และเมื่อฤดูหนาวมาถึง มันหนาวจับขั้วหัวใจ…

ในห้องเรียนของเขามีตะเกียงไฟที่ใช้ให้ความอบอุ่นได้แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และในวัย 7 ขวบ ความลำบากสอนให้เขาทำเป็นทุกอย่าง เกล็น ทำหน้าที่ประจำของตัวเองในช่วงฤดูหนาว เมื่อเขามาถึงโรงเรียนคนแรก เขาจะต้องเทน้ำมันเบนซินใส่ลงในตะเกียง เพื่อทำให้ห้องเรียนอบอุ่น จนคุณครูและเพื่อนๆที่จะมาถึงในภายหลังสามารถเข้าเรียนได้โดยนิ้วไม่แข็งจนเขียนไม่ออกไปเสียก่อน 

ทว่าต่อให้เก่งแค่ไหนแต่เด็ก 7 ขวบ ก็คือเด็ก 7 ขวบ เกล็น ทำหน้าที่ประจำเหมือนเช่นทุกวัน ทว่าวันนี้เกิดความผิดพลาด น้ำมันเบนซินที่เขาเทเพื่อต่อตะเกียงมันทะลักล้นออกมาโดยที่เขาไม่รู้ตัว และหลังจากนั้นเมื่อเขาจุดไฟติดทุกอย่างก็ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ห้องเรียนทั้งห้องไหม้เป็นจุลและแน่นอนว่าเขาติดอยู่ในนั้น

เกล็น หมดสติเพราะขาดอ็อกซิเจนจากควันที่มากเกินไป ไฟเริ่มลุกรามเเละไหม้ตัวเขา ทว่าในวินาทีสุดท้ายเมื่อนักเรียนคนอื่นๆมาถึงและพบว่ามีเพลิงไหม้ พวกเขาเห็นเกล็นอยู่ในห้อง ก่อนที่ทุกคนจะช่วยลากร่างที่หมดสติของเขาออกมา 

แม้จะรอดชีวิต แต่ร่างกายเขาของสาหัสเกินเยียวยา ไฟไหม้ไปทั้งช่วงครึ่งตัวล่าง แผลเหวอะหวะจนทุกคนต้องรีบนำเขาไปส่งโรงพยาบาล ไม่ตายก็ใกล้ตายสภาพแบบนั้นหมอช่วยกันยื้อสุดชีวิต… 

ในระหว่างที่เขานอนบนเตียงและมีสติเพียงเล็กน้อย เขาได้ยินเสียงแม่ของเขาคุยกับหมอว่า ถ้าโชคไม่เข้าข้างอีกไม่นานเขาจะตาย แต่ถ้าเขาโชคยังดีเขาจะกลับมาใช้ชีวิตได้แต่เป็นการใช้ชีวิตในแบบพิการ

เขานอนอยู่ในโรงพยาบาลนั้นเป็นเดือนๆ จนกระทั่งสุดท้ายเขาโชคดีที่ยังมีชีวิตรอด เเผลแห้งและไม่ติดเชื้อ เพียงแต่ความจริงที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เขาจะต้องใช้ชีวิตในแบบที่ไม่สามารถเดินได้ตามคำวินิจฉัยของเเพทย์ผู้รับผิดชอบอาการดังกล่าว

ฝ่ากระสุนคำบูลลี่ 

ณ เวลานั้นไม่มีการรณรงค์เรื่องการคุกคาม ล้อเลียน หรือบูลลี่เหมือนกับปัจจุบัน สำหรับเด็กวัยขนาดนั้นการต้องมาเป็นคนพิการหนีไม่พ้นการโดนกีดกันจากเพื่อนๆ และการโดนรังแก ครอบครัวของเขาเศร้าโศกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกคนเสียใจกับโชคชะตา ชกเว้น เกล็น เพียงคนเดียวเท่านั้น เด็กชายเชื่อว่า “เขายังไม่แพ้”

เกล็น บอกตัวเองเสมอว่าเขาจะไม่ยอมพิการไปตลอดชีวิต เขาจะกลับมาวิ่งเหมือนกับเด็กคนอื่นๆให้ได้ ทว่าน่าเสียดายที่ไม่ว่าจะพยายามขยับร่างกายท่อนล่างเท่าไหร่แต่มันก็ไม่ได้ดั่งใจหวังเสียที 

สิ่งที่ยอดเยี่ยมคือเขาไม่เคยถอดใจ แววตาของเขายังเปล่งประกายความเป็นนักสู้ออกมา แม้ขาจะต้องค้ำเหล็ก แต่เขาพยายามที่จะลุกเดินทุกวัน แม้ส่วนใหญ่จะต้องล้มหัวทิ่มหัวต่ำ แต่ทุกครั้งที่ล้มลง เกล็น ลุกขึ้นและพยายามต่อไปครั้งแล้วครั้งเล่า  

เขาใช้เวลาเช่นนั้นถึง 3 ปี ตอนอายุ 10 ขวบ ขาของเขาเริ่มที่จะมีแรงขึ้นมาบ้าง เขาตัดสินใจที่จะเดินไปโรงเรียนทุกวันแม้จะโดนล้อ แต่ก็เพราะเหตุผลที่ว่าหากไม่ทำต่อไป ร่างกายก็จะขาดความเเข็งแรง เขาจึงทำเช่นนั้นวันเเล้ววันเล่า 

ทุกก้าวที่เดินนั้นเจ็บปวด แต่แล้ววันหนึ่งเขาได้ลองทำในสิ่งที่แปลกใหม่ออกไป เขาจะลองหยุดเดินไปโรงเรียนสักวัน แต่วันนี้จะเป็นการวิ่งแทน เขาเลือกการเจ็บสั้นดีกว่าปวดนาน และจะลองทำมันดู ปรากฎกว่าเมื่อเขาตัดสินใจออกวิ่ง ขาของเขากลับตอบสนองได้ดีกว่าเดิม 

แปลกแต่จริงเมื่ออกวิ่ง เขากลับเจ็บน้อยกวาตอนเดิน และเมื่อนั้นเอง เกล็น ไม่เคยหยุดวิ่งอีกเลย เขาพบความสนุกในรูปแบบใหม่นั่นคือการออกไปวิ่งไม่ว่าจะไปที่ไหน จากที่เคยโดนล้อเลียน ตอนนี้ฝีเท้าของเขาเร็วขึ้นทุกวันผ่านการทำซ้ำๆอยู่หลายปี รู้ตัวเองทีในโรงเรียนที่เขาโดนเด็กคนอื่นๆบูลลี่โรงเรียนนี้ ไม่มีใครวิ่งเร็วไปกว่าเขาอีกเเล้ว

ม้าเหล็กแห่งแคนซัส 

เกล็น เริ่มใช้ความสามารถในการวิ่งให้มีประโยชน์ ตอนนี้ไม่ได้แค่วิ่งไปไหนมาไหนแต่เขาเลือกเข้าชมรมวิ่งเเข่ง และกลายเป็นนักกีฬาตัวโรงเรียน ก่อนจะพัฒนาไปเป็นนักกีฬาระดับอาชีพ และกลายเป็นคนที่วิ่งเร็วที่สุดในเมืองแคนซัสอย่างเหลือเชื่อ 

ทุกคนที่เคยล้อเลียนและมองเขาด้วยความสงสารเมื่อหลายปีก่อน กลับกลายมาเป็นคนที่คอยเอาใจช่วยในยามที่เขาลงเเข่งขันไม่ว่าระยะใกล้หรือไกล ชื่อเสียงของนักวิ่งลมกรด ที่โดนไฟเผาขาทั้งสองข้างโด่งดังขึ้นเรื่อย เขาเริ่มถูกตั้งใจฉายาจากคนอื่นๆมากมายทั้ง “แคนซัส ไอร่อนแมน”,”ม้าเหล็กแห่งแคนซัส” หรือแม้แต่กระทั่ง “คนมีปีกจากแคนซัส” เลยทีเดียว 

ในปี 1932 เกล็น คันนิ่งแฮม เอาชนะระดับประเทศและได้เข้าไปเป็นตัวแทนของอเมริกาเข้าแข่งขันในโอลิมปิก ประเภทวิ่ง 1,500 เมตร และได้ที่ 4 กลับมา ก่อนที่อีก 2 ปีหลังจากนั้น ม้าเหล็กแห่งแคนซัส กลายเป็นคนที่เร็วที่สุดในโลกได้สำเร็จ หลังจากที่เขาวิ่งระยะ 1 ไมล์ (1.6 กิโลเมตร ) โดยทำสถิติไป 4 นาทีกับอีก 6 วินาที  เท่านั้นยังไม่พอในปี 1940 เขายังทำลายสถิติโลกในรายการวิ่ง 1,500 เมตร ด้วยเวลา 3.48 นาทีอีกด้วย

หลังจากกลายเป็นชายที่เร็วที่สุดในโลก เกล็น โดนถามถึงเรื่องราวในวัยเด็กก่อนเขาจะเล่าความจริงทั้งหมดให้ทุกคนได้รู้ และนั่นทำให้เรื่องราวของเขาถูกกล่าวขานถึงในฐานะนักสู้ผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรค และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้พิการหรือคนด้อยโอกาสรุ่นหลังอีกด้วย 

“ผมบอกตัวงเองทุกวัน ผมเชื่อในร่างกายตัวเองเสมอว่าผมจะกลับมาเดินได้เป็นปกติและนั่นเป็นสิ่งทีเกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ผมยังกลายเป็นคนที่วิ่งเร็วกว่าใครๆอีกด้วย” เขากล่าวในวันที่เขาบันทุกสถิติโลก

แม้จะโด่งดังและมีชื่อเสียงจากทั้งฝีเท้าและสตอรี่ในวัยเด็ก แต่เกล็น กลับเลือกอุทิศชีวิตให้กับการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แทนที่จะเลือกอบโกยสร้างรายได้ในช่วงเวลาที่พีกที่สุด 

เขาเเละภรรยาเปิดศูนย์ฝึกเยาวชนเกล็น คันนิ่งแฮม เพื่อดูแลเด็กๆทั่วแคนซัส มากกว่า 10,000 คน นอกจากนี้เขายังอุทิศตนให้ศาสนาอย่างเต็มตัวเนื่องจากความลับจากคัมภีร์ใบเบิลหน้าหนึ่งที่เขาเปิดใจมันว่าด้วยเรื่องของผู้ที่ศรัทธาในพระเจ้า

“แด่ผู้ที่รอคอยพระองค์ พวกท่านจะได้รับพละกำลัง และติดปีกบินเสมือนกับนกอินทรี เขาจะแข็งแกร่งและวิ่งได้โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและอ่อนกำลังลง” ในพระคัมภีร์ว่าไว้เช่นนั้น 

ทุกวันนี้ เกล็น คันนิ่้งแฮม ได้รับการบันทึกเกียรติลงใน เมดิสัน สแควร์ ในฐานะนักกีฬาอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาเสียชีวิตในวันที่ 10 มีนาคม ปี 1988 เมื่ออายุได้ 80 ปี 

ปัจจุบันแม้ตัวจะจากไปแต่แรงบันดาลใจและเมล็กพันธ์แห่งความเข้มเเข็งที่เขาได้หว่านไว้เมื่อยังมีชีวิตยังคงอยู่…. และนี่คือเรื่องราวที่ทุกคนยังกล่าวขานถึงจนทุกวันนี้ 

https://thebl.com/culture/the-inspiring-story-of-glenn-cunningham-one-of-the-worlds-top-athletes.html

https://www.kshs.org/kansapedia/glenn-cunningham/12027#:~:text=Born%3A%20August%204%2C%201909%2C,Floyd%20died%20from%20his%20burns.

https://en.wikipedia.org/wiki/Glenn_Cunningham_(athlete)