ทำไม เบนซ์ ถึงหายไปจากวงการ F1 ถึงเกือบ 4 ทศวรรษ?

หากพูดถึงวงการ Formula 1 หรือ รถสูตรหนึ่ง ณ ปัจจุบัน … เมอร์เซเดส-เบนซ์ คงเป็นแบรนด์แรกๆ ที่แฟนกีฬาความเร็วนึกถึง จากความสำเร็จชนิด “รันวงการ” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กลับมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่พวกเขาตัดสินใจยุติบทบาทตัวเองจากวงการแข่งรถถึงเกือบ 40 ปี ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น ยานยนต์ตราดาวสามแฉกกำลังประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ในฐานะ “แชมป์โลก” … เหตุใดถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นได้ล่ะ?

จากรถยนต์คันแรกของโลกที่สร้างขึ้นโดย คาร์ล เบนซ์ นักประดิษฐ์ชาวเยอรมันเมื่อปี 1885 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็ได้เติบโตสู่การเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลกตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา

และแน่นอน หนึ่งในวิธีที่จะบอกกล่าวความยิ่งใหญ่ของค่ายรถยนต์ได้ดีที่สุด ก็คือการส่งมันไปคว้าชัยในสนามแข่งขัน เบนซ์จึงได้เข้าร่วมการแข่งขันรถยนต์มาตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือก่อนที่ คาร์ล เบนซ์ และ ก็อตลีบ เดมเลอร์ จะจับมือควบรวมบริษัทกันเมื่อปี 1926 เสียอีก

ยิ่งหลังจากที่กำเนิดตำนาน “ศรเงิน” หรือ “Silver Arrow” กับการขัดสีรถจากขาวจนเหลือแต่สีเงินของเหล็กเพื่อลดน้ำหนัก และสามารถคว้าชัยได้ในการแข่งขันรายการ Eifelrennen ที่สนาม เนอร์เบิร์กริง เมื่อปี 1934 รถยนต์สีเงินพะโลโก้ดาวสามแฉกก็กวาดชัยชนะในสนามแข่งรายการต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า 

แม้ความพ่ายแพ้ของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 จะชะลอความสำเร็จไปหลายปี แต่เมื่อหวนคืนสู่สนามแข่ง ในการแข่งขัน Formula 1 ปี 1954 เบนซ์ ก็ยังคงความเกรียงไกร คว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ 2 ปีซ้อน … ก่อนจะตัดสินใจแบบสุดช็อก กับการถอนทีมจากการแข่งขันรถยนต์ทุกรายการหลังฤดูกาล 1955 จบลง

การถอนทีมจากการแข่งขันกีฬาต่างๆ โดยทั่วไปมักมีที่มาจากไม่กี่อย่าง หากไม่ใช่ความล้มเหลว ก็มักจะเป็นปัญหาทางการเงิน หรือไม่ก็ความอิ่มตัวของฝ่ายบริหาร ทว่าสำหรับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ นั้น เหตุผลที่ตรงที่สุดคงใช้คำนิยามสั้นๆ ได้ว่า … โศกนาฏกรรม

เหตุการณ์ดังกล่าวต้องย้อนกลับไปในวันที่ 11 มิถุนายน 1955 ในศึก เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง การแข่งขันรถยนต์แบบเอ็นดูรานซ์ แข่งความอึดทั้งคนและรถรายการใหญ่ที่สุดในโลกที่ประเทศฝรั่งเศส โดยหลังจากการแข่งขันเปิดฉากได้เพียง 2 ชั่วโมง ก็เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ เมื่อ ไมค์ ฮอว์ธอร์น นักแข่งชาวอังกฤษจากทีม จากัวร์ ตัดสินใจเข้าพิตหลังจากที่แซงน็อครอบ แลนซ์ แมคคลิน นักแข่งทีมอิสระเพื่อนร่วมชาติที่ใช้รถยนต์ ออสติน ฮีลี่ย์ ได้ไม่นาน

ประเด็นก็คือ เซอร์กิต เดอ ลา ซาร์ธ สังเวียนศักดิ์สิทธิ์แห่งศึก เลอ มองส์ ในยุคนั้น ใช้พื้นที่เลนขวาสุดเป็นพิทสต็อป พื้นที่เซอร์วิสรถและเปลี่ยนคนขับ เมื่อฮอว์ธอร์นหักออกขวา แมคคลินก็ต้องเบี่ยงซ้าย จนไปตัดหน้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ของ ปิแอร์ เลอเวค นักแข่งชาวฝรั่งเศสพอดี … รถเบนซ์ของเลอเวคพุ่งชนอย่างจัง ก่อนจะปีนท้ายรถของแมคคลินลอยกระแทกกำแพงที่กั้นระหว่างแทร็กกับผู้ชม เศษชิ้นส่วนกระจายไปคนละทิศทาง แต่มีที่หมายเดียวกัน คือพุ่งใส่กลุ่มผู้ชม

เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ ปิแอร์ เลอเวค และผู้ชมอีก 83 รายเสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บเกือบ 180 คน ทว่าการแข่งขันยังดำเนินต่อไปจนจบ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่การแข่งกำลังดำเนินอยู่ จอห์น ฟิตซ์ ทีมเมตชาวอเมริกันของเลอเวคก็ได้ทราบข่าว ทำให้เขาตัดสินใจขอให้ทีม เมอร์เซเดส-เบนซ์ ถอนตัวจากการแข่ง โดยให้เหตุผลว่า บาดแผลที่นาซีเยอรมันสร้างไว้กับชาวฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่สอง มันก็สาหัสจนยากที่จะเยียวยาอยู่แล้ว “การที่มีผู้เสียชีวิตชาวฝรั่งเศสจำนวนมากในการแข่งขันครั้งนี้ เรื่องที่ทีมเยอรมันจะคว้าชัยคงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสม” 

หลังจากนั้น บอร์ดบริหารของทีมก็เรียกประชุมด่วนเป็นเวลาหลายชั่วโมง ก่อนจะได้ข้อสรุปให้รถทุกคันที่เหลืออยู่ถอนตัวจากศึก เลอ ม็องส์ ในปีนั้น และตัดสินใจถอนทีมโรงงานจากการแข่งขันรถยนต์ทุกรายการหลังจากฤดูกาล 1955 จบลง

ผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว คือการสังคายนาระบบความปลอดภัยครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสนามแข่งขัน ศึก เลอ ม็องส์ ครั้งต่อมา ฝ่ายจัดการแข่งขันตัดสินใจขยายแทร็กให้กว้างขึ้น ก่อนตัดสินใจสร้างพื้นที่พิทสต็อปออกจากพื้นที่แทร็กอย่างเป็นกิจจะลักษณะในอีก 15 ปีต่อมา

ขณะที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ แม้จะเลิกส่งทีมแข่งในสนาม แต่สำนักแต่งอิสระนามว่า AMG ได้ซื้อรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไปทำการโมดิฟายและส่งลงแข่งในรายการต่างๆ เบนซ์จึงจับมือเป็นพันธมิตรกับ AMG เริ่มตั้งแต่การเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์ให้กับทีมแข่งรถสปอร์ตในปี 1985 ก่อนที่จะประกาศกลับมาอย่างเต็มตัวด้วยการส่งทีมโรงงานลงแข่งศึกชิงแชมป์ทัวริ่งคาร์ของเยอรมนี หรือ DTM ในปี 1989

ที่สุดแล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจกลับสู่ F1 อีกครั้ง เริ่มตั้งแต่การเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์ให้ทีมแข่งเลือกไปใช้งานตั้งแต่ปี 1994 ก่อนหวนคืนวงการอย่างเต็มตัว ด้วยการส่งทีมแข่งเองในปี 2010 

และหลังจากที่ลองผิดลองถูกในช่วงแรก … เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็ได้กลับมาเป็นเจ้าแห่งวงการรถสูตรหนึ่ง ด้วยการคว้าแชมป์โลกมาตั้งแต่ปี 2014-2019 และยังคงเป็นเบอร์ 1 แบบไร้ผู้ต่อกรกระทั่งทุกวันนี้