ไมเคิล โอเว่น : ดาวยิงผู้ไม่ค่อยเป็นที่รักในสายตาทั้ง เดอะ ค็อป และ เรด อาร์มี่

หากต้องนึกถึงชื่อของกองหน้าที่สร้างผลงานสั่นสะเทือนวงการในยุค 90’s ถึง 2000’s … ไมเคิล โอเว่น น่าจะเป็นหนึ่งในชื่อที่แฟนบอลต้องนึกถึง

เพราะแม้จะมีรูปร่างเล็ก สูงเพียง 173 เซนติเมตร แต่ความเร็วยิ่งกว่านรก, การจบสกอร์อันเฉียบขาด รวมถึงมีการเล่นลูกกลางอากาศที่เกินคาด ทำให้เขาคือหนึ่งในกองหน้ามหาประลัย ที่คู่แข่งคนไหนก็ไม่อยากเจอ

อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าตัวจะผ่านการเล่นกับสโมสรดังๆ มามากมาย รวมถึงเป็นนักเตะไม่กี่คน ที่ได้เล่นให้กับสองสโมสรดังแห่งอังกฤษ อย่าง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทว่าสิ่งที่น่าคิด คือเขาดูจะไม่เป็นที่รักของแฟนบอลทีมไหนเลยแม้แต่ทีมเดียว … 

Photo : clickliverpool.com

เส้นทางชีวิตการค้าแข้งของ ไมเคิล โอเว่น นั้น หากมองลึกในรายละเอียดก็จะพบว่า เจ้าตัวมีความเกี่ยวพันกับทั้ง ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ยูไนเต็ด ตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะเยาวชน เมื่อทั้ง 2 สโมสรต่างต้องการเขาเข้าร่วมอคาเดมีของสโมสรตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ก่อนที่สุดท้าย จะเป็นทีมหงส์แดงที่ได้ลายเซ็นไป

นับตั้งแต่นั้นมา โอเว่นก็ค่อยๆ สร้างชื่อจนกลายเป็นที่จดจำของแฟนบอลทั่วโลก เริ่มด้วยการยิงประตูได้ตั้งแต่การลงสนามให้ ลิเวอร์พูล ชุดใหญ่ เกมแรก เมื่อเดือนพฤษภาคม 1997 ในวัยไม่ถึง 18 ปี ก่อนจะดังเป็นพลุแตกในฟุตบอลโลก 1998 จากลูกโซโล่เดี่ยวครึ่งสนามเข้าไปยิงประตูให้ อังกฤษ ในเกมรอบ 16 ทีมที่พบ อาร์เจนตินา … หลังจากเกมดังกล่าว ไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าของฉายา “Baby Goal” อีกต่อไป

แม้ โอเว่น จะเป็นกำลังสำคัญให้ ลิเวอร์พูล กลับมาสู่เส้นทางความสำเร็จอีกครั้ง ด้วยการนำทีมคว้า 3 แชมป์ฟุตบอลถ้วย ลีก คัพ, เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า คัพ ในปี 2001 เช่นเดียวกับผลงานส่วนตัว กับการซัดแฮททริกให้ อังกฤษ ใส่ เยอรมัน ในฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก ทำให้เจ้าตัวคว้ารางวัล บัลลงดอร์ หรือ นักเตะยอดเยี่ยม ประจำปี 2001 แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาการบาดเจ็บที่เกาะกินเป็นระยะๆ ทำให้เจ้าตัวไม่สามารถโชว์ฟอร์มสุดยอดได้อย่างต่อเนื่องเหมือนที่หลายฝ่ายคิด

Photo : Goal.com

ไม่เพียงเท่านั้น ฉากอำลาของ โอเว่น กับ ลิเวอร์พูล ยังจบลงอย่างไม่งดงามเท่าใดนัก เมื่อเขาพยายามทำตัวเองให้สโมสรยอมปล่อยตัวไปร่วมทีม เรอัล มาดริด ด้วยการดึงเช็งไม่ยอมต่อสัญญา เช่นเดียวกับไม่ยอมลงสนามในเกม ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาล 2004-05 เพื่อหลีกเลี่ยงการติดคัพไท จนสุดท้าย ก็ได้ไปร่วมทีมราชันชุดขาวสมใจ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เหตุการณ์ดังกล่าว สร้างความแค้นให้เหล่า เดอะ ค็อป เป็นอย่างมาก แต่พวกเขาก็ได้หัวเราะทีหลังดังกว่า เมื่อ โอเว่น ไม่สามารถสร้างผลงานโดดเด่นในสีเสื้อ เรอัล มาดริด ได้ ขณะที่ ลิเวอร์พูล สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้สำเร็จ

และเคราะห์ซ้ำกรรมซัด โอเว่น เข้าไปอีก เพราะหลังจากนั้น เจ้าตัวก็ยิ่งสนิทสนมกับอาการบาดเจ็บ และโรงพยาบาลยิ่งกว่าเดิม ในตอนที่เขาย้ายไปร่วมทีม นิวคาสเซิล จนแฟนบอลแทบจะจำฟอร์มเก่งสมัยเป็นดาวรุ่งไม่ได้อีกเลย 

แต่สิ่งที่ โอเว่น หักหาญน้ำใจแฟนๆ ลิเวอร์พูล อย่างที่สุด คงหนีไม่พ้นการย้ายไปร่วมทีม แมนฯ ยูไนเต็ด หลังหมดสัญญากับทีมสาลิกาดงเมื่อปี 2009

แม้ตัวของ โอเว่น เอง ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าวว่า ไม่อยากให้แฟนๆ ของ ลิเวอร์พูล แค้นเคืองอะไรกับการตัดสินใจนี้ เพราะการย้ายทีม ซึ่งรวมถึงการไปร่วมทีมคู่อรินั้น มันก็แทบไม่ต่างอะไรกับการเปลี่ยนงานของบุคคลทั่วไป 

ทว่าสำหรับแฟนๆ ของ ลิเวอร์พูล นั้น พวกเขาไม่ได้ชื่นชม ไมเคิล โอเว่น ในฐานะ “ตำนาน” ของสโมสรอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เจ้าตัวทำ คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนเกินพอว่า โอเว่น มุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จของตัวเอง มากกว่าการยืนหยัดเคียงข้างสโมสรในทุกช่วงเวลา

ขณะเดียวกัน แม้แฟนๆ ของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะหยิบยกภาพที่ โอเว่น ชูถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ ลีก มาหยิกแกมหยอกตำนานของสโมสรอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด กระทั่งทุกวันนี้ แต่เจ้าตัวก็ไม่ใคร่จะเป็นที่จดจำสำหรับสาวกปีศาจแดงเท่าใดนัก เนื่องจากอาการบาดเจ็บ ทำให้เขาหมดสภาพไปแล้ว

ทีมหนึ่งแม้เคยจะสร้างชื่อมา แต่วีรกรรมหลายๆ อย่างของเขา ทำให้แฟนบอลไม่อาจให้อภัยได้ ส่วนอีกทีม ก็ไม่ได้สร้างผลงานที่ประทับใจมากพอ แม้การมาจะทำให้แฟนบอลมีเรื่องไปข่มได้ก็ตาม 

ไมเคิล โอเว่น จึงกลายเป็นนักเตะซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รักในสายตาทั้ง เดอะ ค็อป และ เรด อาร์มี่ ด้วยประการฉะนี้