ไม่ได้โอหัง…ผมก็แค่ “มั่นใจ” : เหตุผลที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะไม่ทุ่มซื้อนักเตะระดับโลก

Photo : Vlad1988

ปี 2019 ต่อ 2020 คือปีที่ ลิเวอร์พูล สามารถเรียกว่า “ยุคทอง” ของพวกเขาได้อย่างเต็มปาก นอกจากการคว้าแชมป์รายการใหญ่อย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก,ชิงแชมป์สโมสรโลก และต่อด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบสดๆร้อนๆ มีสิ่งหนึ่งที่หลายคนยังไม่รู้นั่นคือพวกเขากวาดรายรับเป็นประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร ลิเวอร์พูลโกยเงินเข้ากระเป๋าเป็นจำนวนกว่า 533 ล้านปอนด์ 

โบราณว่าไว้ ตีเหล็กควรต้องตีตอนร้อนๆ ถ้าลิเวอร์พูล จะทิ้งทีมอื่นๆในพรีเมียร์ลีกให้ไกลนี่้คือโอกาสดีแบบสุดๆ ที่พวกเขาจะนำเงินที่ได้มาเอาไปต่อยอดด้วยโคตรนักเตะที่หยิบลงสนามเมื่อไหร่ก็การันตีผลงานแจ่มๆได้เสมอ ขยายขนาดทีม และเสริมเขี้ยวเล็บให้โหดยิ่งกว่าเก่า… ทุกคนคิดอย่างนั้นยกเว้น เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ยืนยันหลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกว่า “พักก่อน” …. ทำเอาทุกคนฝันค้างไปเลยทีเดียว 

“เราไม่สามารถใช้เงินมากมายเป็นล้านๆได้ เพียงเพราะว่าเราอยากใช้เงิน หรือเราคิดว่ามันเป็นเรื่องดีที่ได้ทำ เราไม่ต้องการทำแบบนั้น” ประโยคสั้นๆของ คล็อปป์ ว่าไว้เช่นนั้น 

Photo : MDI

แม้จะเพิ่งเป็นแชมป์แต่การยืนยันว่าจะไม่ทุ่มซื้อใครมันช่างเป็นอะไรที่ทำให้แฟนๆอาจรู้สึกคับข้องใจแบบเหงียบๆ คล็อปป์ เองก็เข้าใจเรื่องนี้ แต่คนอย่างเข้าถือเรื่องแผนการณ์เป็นสำคัญ วิธีคิดของเขาอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างคำว่าเรียบง่ายและซับซ้อนจนทำให้คนอื่นๆยากจะเข้าใจ ทว่าสุดท้ายหวยจะออกในตอนจบและอธิบายทุกอย่างแบบไม่ต้องพูดอะไร …. แต่ถ้าเราจะลองเดาใจ “เจเค” จากสิ่งที่เขาได้แอบเผยมาทีละนิดๆตลอดช่วงเวลาที่เขาคุมทีมลิเวอร์พูลเราจะเข้าใจว่า “ทำไมเขาถึงต้องทำแบบนั้น” 

ผมมันเป็นของผมแบบนี้ 

Photo : Oleksandr Osipov

2 ปีเต็มๆแล้วที่ ลิเวอร์พูล ซื้อตัวผู้เล่นแค่ 4 คน ได้แก่  อลีสซง เบ็คเกอร์ 65 ล้านปอนด์, นาบี เกอิต้า 52.75 ล้านปอนด์, ฟาบินโญ่ 43.7 ล้านปอนด์ และ เซอร์ดาน ชากิรี่ 13.75 ล้านปอนด์ ถามว่าน้อยไหมก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก แต่สำหรับทีมที่มีแชมป์ติดมือ ต้องยอมรับว่าซื้อแค่นี้ก็เหลือแหล่ 

นิสัยของ คล็อปป์ ไม่ใช่พวกบ้าสตาร์หากย้อนกลับไปดูประวัติการทำงานของเขา เขาไม่ใช่เจ้านายชอบซื้อ แต่เป็นเจ้านายชอบซ่อมมากกว่า เขามักเป็นพวกมองหาจุดอ่อนของทีมและค่อยกำจัดมัน จุดอ่อนที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องการอ่อนชั้นหรือด้อยฝีเท้า แต่มันคือการตัดสินนักเตะจากความมุ่งมั่นและสภาพจิตใจ นักเตะของคล็อปป์ทุกคนต้องมีทัศนคติของผู้ชนะ ก่อนเหยียบสนามพวกเขาต้องมีความคิดในหัวว่า “จบเกมนี้ต้องชนะเท่านั้น”

นักเตะหลายคนพัฒนาฝีเท้าให้ดีขึ้ได้ด้วยทัศนคติที่เปลี่ยนไป จอร์เเดน เฮนเดอร์สัน,โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่,เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ หรือ ดิว็อค โอริกี้ ล้วนแต่เป็นคำยืนยันได้อย่างดี นักเตะที่กล่าวมาถีบตัวเองขึ้นมาในจุดที่สูงกว่าที่เคยยืนได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีที่พวกเขามี คล็อปป์ เป็นเจ้านาย 

นอกจากการเป็นคนชอบซ่อมแล้ว เขายังไม่ค่อยชอบอ้างเท่าไรนัก แนวคิดของเขามั่นคงเกินกว่าจะเปลี่ยนเเนวทางการทำงานง่ายๆ หลายครั้งที่เขาโดนวิจารณ์ไม่ว่าจะเรื่องการให้โอกาสนักเตะที่ฝีเท้าไม่ดี หรือไม่ยอมเดินเกมในตลาดซื้อขาย แต่เขาก็แข็งพอที่จะทำหูทวนลมและใช้ผลงานพิสูจน์สิ่งเหล่านั้นเสอม 

เมื่อคุณขาดความมั่นใจแล้ว คุณจะกลัวจนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอะไรไปมากมาย และสิ่งที่คุณจะได้รับกลับมาจากการลงมือแบบลังเลคือ … ความไม่มั่นคง” คล็อปป์ เล่าให้กับ Goal.com 

อ่านสถานการณ์รอบตัว..เศรษฐกิจนั้นสัมพันธ์กับฟุตบอลยุคใหม่

โควิด-19 นั้นเป็นไวรัสที่มีความเสมอภาคอย่างแท้จริง มันไม่เคยเลือกทำร้ายใครโดยเฉพาะเจาะจง เพราะไม่ว่าธุรกิจใดบนโลกนี้ล้วนแต่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้นไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจฟุตบอล

แม้จะหนีโควิดไม่พ้นแต่การใช้เงินที่มีอย่างมีสติและฉลาดนั้นคือแนวทางการแก้ไขที่ทำให้ทุกอย่างทุเลาลงได้ และ ลิเวอร์พูล คือทีมที่กำลังวิเคราะห์ถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง
“โควิด มีผลกระทบต่อทั้งสองฝั่ง ทั้งฝั่งขายและฝั่งซื้อ มันเป็นเรื่องปกติ และเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะเป็นซัมเมอร์ที่คึกคักที่สุดในโลก” คล็อปป์ อธิบายถึงเหตุผลอีกข้อที่เขาไม่อยากจะลงทุนเยอะ

แนวคิดดังกล่าวทำให้ ลิเวอร์พูล พลาดการคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ จากไลป์ซิก แต่คล็อปป์ ก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก เขายืนยันว่าเขาเลือกจะรักษาทีมที่มีเอาไว้ก่อน แทนที่จะจ่ายเงินที่มากเกินยุคที่คาดเดาแนวทางของเศรษฐกิจไม่ได้…ใครจะไปรู้หากโควิดระบาดขึ้นมาอีกรอบหรือแม้กระทั่งการมีโรคระบาดใหม่ๆเกิดขึ้นฟุตบอลอาจจะต้องสะดุดเป็นครั้งที่สอง และแต่ละสโมสรต้องรับมือกับภาระรายจ่ายที่มากกว่ารายรับอีกครั้งเหมือนกับต้นปีที่ผ่านมาก็เป็นได้ 

ทุกคนเชื่อใจ

Photo : Cosmin Iftode

ไม่ใช่แค่คล็อปป์ เชื่อใจในนักเตะของเขา แต่ความเชื่อมั่นของเขาที่มีต่อทุกคนสามารถส่งผลกลับมาเป็นความเชื่อใจในแบบเดียวกัน ยิ่งมีผลงานการันตีแล้ว ไม่มีใครกล้าเถียงและค้านในสิ่งที่เขาตัดสินใจ

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น คล็อปป์ เป็นพวกซ่อมก่อนซื้อ และถ้าจะซื้อใครสักคนด้วยเงินก้อนโต นั่นก็หมายความว่าทีมของเขาขาดตกบกพร่อง ณ ตำแหน่งนั้นจริงๆ แต่ถ้าคุณลองหันมามองดูลิเวอร์พูลตอนนี้ 11 นักเตะตัวจริงของพวกเขาแข็งแกร่งแค่ไหน? คำตอบนี้ทุกคนรู้ดี 

มีนักเตะในตลาดที่พร้อมซื้อ-ขายได้ไม่กี่คน ที่มีมาตรฐานดีพอจะแย่ง 11 ตัวจริงของ คล็อปป์ ชุดปัจจุบัน ดังนั้นการทุ่มเงินจึงไม่ใช่สิ่งแรกที่เขาจะทำในเวลานี้ เหนือสิ่งอื่นใดเขายังมีนักเตะดาวรุ่งอีกหลายคนที่รอโอกาสให้เขาได้ปั้นอีกทั้ง แฮร์รี่ วิลสัน,ริอาน บรูวส์เตอร์ หรือ เบน วู้ดเบิร์น ที่ปล่อยยืม ณ เวลานี้ หรือแม้กระทั่งนักเตะชุดใหญ่ที่กำลังรอโอกาสลงเล่นให้เข้าฝักอย่าง นาบี เกอิต้า,โจ โกเมซ รวมไปถึงเด็กๆอย่าง เคอร์ติส โจนส์ และ เนโก วิลเลี่ยมส์ แค่นี้ก็มากพอสำหรับคนอย่าง คล็อปป์ ที่ชอบดึงขีดจำกัดจากนักเตะของเขาออกมาอยู่แล้ว

“คุณต้องมีความคิดสร้างสรรค์.. ซึ่งเราเองพยายามจะใช้มัน เราพยายามหาวิธีแก้ไขกันเองภายใน และมันยังมีผู้เล่นหลายคนที่รอขึ้นมา เรามีผู้เล่น 3-4 คน ที่สามารถพัฒนาแบบก้าวกระโดดได้”  นั่นคือสิ่งที่คล็อปป์ ยืนยันอีกครั้งในตลาดซัมเมอร์นี้

ถามว่าใครกล้าเถียงและคัดค้านแนวคิดของเขาหรือไม่? คำตอบคงไม่ต้องคิดให้มากความ ผลงานที่ผ่านมาก็บอกได้ดีอยู่แล้วว่า #เชื่อคล็อปป์ แล้วอะไรจะเกิดขึ้น… ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่แฟนหงส์หรือแฟนทีมอื่นๆไม่ควรแปลกใจหาก ลิเวอร์พูล ยืนเป็นผู้ยืนมองตลาดซื้อขายครั้งนี้ มากกว่าการถือเงินลงไปเล่นใหญ่ใส่ไม่ยั้งเสียเอง…